Posted on Leave a comment

ร้านยางใกล้ฉัน – 3 วิธีการหาสถานที่ขายยางรถยนต์ ไปได้รถไม่ติด

คนเดินบนแผนที่ปักหมุด

คนเดินบนแผนที่ปักหมุด

รู้วิธีค้นหาร้านขายยางง่าย ๆ สะดวกเวลาต้องการเปลี่ยนยาง

ร้านยางรถยนต์เป็นศูนย์รวมยางรถยนต์สำหรับจัดจำหน่าย มักจะมีบริการเปลี่ยนยางรถยนต์ หรือบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ควบคู่ไปด้วย เมื่อผู้ขับขี่ต้องการจะเปลี่ยนยางรถยนต์ หรือซื้อยางรถยนต์ใหม่จะต้องมองหาร้านขายยางรถยนต์ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน แต่เนื่องจากยางรถยนต์ไม่ใช่อะไหล่รถยนต์ที่เปลี่ยนเป็นประจำทุกเดือน เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยางรถยนต์คนอาจจะต้องหาร้านยางใหม่อยู่ตลอด มีวิธีในการหาร้านยางง่าย ๆ เพิ่มความสะดวกสำหรับคนมองหาแหล่งซื้อยางใกล้บ้าน ดังนี้

3 วิธีการหาสถานที่ขายยางรถยนต์ใกล้ฉัน

Google Map ในมือถือ
การค้นหาร้านขายยางใกล้ฉัน ช่วยประหยัดเวลาในการหาร้านยาง

การหาสถานที่ขายยางใกล้ฉันช่วยประหยัดเวลาในการขับรถหาร้านยางด้วยตนเอง เพียงค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ข้อมูลร้านยางที่ต้องการแล้ว มีวิธียอดนิยมในการค้นหาร้านยางที่อยู่ใกล้กับที่อยู่ปัจจุบันของผู้ขับขี่ ดังนี้

1.) Google Map

จุดเด่น: บอกเส้นทางอย่างละเอียด บอกระยะเวลาเดินทาง และเส้นทางรถติด

การใช้ Google Map ในการหาสถานที่สามารถทำได้โดยการเสิร์ชสถานที่ลงในช่องค้นหา เช่น ร้านขายยางใกล้ฉัน หรือระบุชื่อร้านไปเลย เช่น B-Quik หรือ MMS ใกล้ฉัน และตั้งจุดเริ่มต้นเป็นตำแหน่งที่ตนเองอยู่ จากนั้น Google Map จะแนะนำร้านยางที่ใกล้ที่สุดมาให้ หรืออาจจะใช้วิธีการเสิร์ชหาร้านยางใกล้ฉันในเว็บไซต์ Google ก็ได้เช่นกัน ข้อมูลร้านยางที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงจะขึ้นมาให้กดเข้าไปดูในเส้นทางใน Google Map

2.) ร้านตัวแทนจำหน่ายยางที่รู้จัก

จุดเด่น: ได้ร้านค้าที่ตนเองไว้ใจ หรือร้านที่เคยใช้บริการแล้วประทับใจ

การค้นหาผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายยาง เช่น ร้าน B-Quik ร้าน MMS ทำได้โดยการกดเข้าไปยังหน้าเว็บของตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้ ภายในเว็บไซต์จะมีช่องให้กรอกที่อยู่ หรือช่องค้นหาสาขาใกล้บ้าน หลังจากกรอกแล้ว ระบบจะแจ้งว่าที่อยู่ของผู้ที่ต้องการใช้บริการอยู่ใกล้กับร้านยางสาขาใด

3.) เว็บไซต์ผู้ผลิตยาง

จุดเด่น: ได้ร้านค้าที่มียางรถยนต์แบรนด์ที่ต้องการ

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าการค้นหาร้านยางใกล้ฉันสามารถค้นหาผ่านเว็บไซต์ของผู้ผลิตยางได้ด้วย เช่น ใช้ยางรถยนต์ของ NEXEN TIRE สามารถเข้าสู่เว็บไซต์ NEXEN TIRE และค้นหาร้านค้าที่ติดตั้ง โดยการกรอกที่อยู่ตนเองลงไป ทางเว็บไซต์จะเลือกร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ใกล้ที่สุดให้ลูกค้าได้ไปใช้บริการ มั่นใจว่ามียางรถยนต์ NEXEN TIRE ให้เลือกเปลี่ยนแน่นอน

> สามารถกดค้นหาร้านค้าที่รับติดตั้งยางรถยนต์ NEXEN TIRE ได้ที่นี่

การค้นหาร้านขายยางรถยนต์ใกล้ฉันทางอินเทอร์เน็ตมีความสะดวก ผู้ที่ต้องการใช้บริการสามารถเปรียบเทียบร้านยางที่อยู่ใกล้ได้ง่าย แล้วเลือกร้านที่ตรงกับความพอใจของตนเองมากที่สุด

เทคนิคการเลือกร้านขายยางรถยนต์

ร้านขายยางรถ
การเลือกขายยางรถยนต์ที่ดีช่วยให้ได้ยางคุณภาพ

ร้านขายยางรถยนต์มีความสำคัญมาก เพราะหากเลือกร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือช่างไม่มีความชำนาญอาจจะทำให้ได้ยางที่ไม่มีคุณภาพ มีตัวเลือกยางให้เลือกน้อย หรือยางที่ร้านมีไม่เหมาะกับรถ เป็นต้น นอกจากเรื่องร้านยางที่อยู่ใกล้แล้ว คุณภาพของร้านก็ไม่ควรมองข้าม มีข้อควรพิจารณาในการเลือกร้านขายยางรถยนต์ ดังนี้

  • เป็นร้านตัวแทนจำหน่าย

ร้านยางจะรับยางรถยนต์จากผู้ผลิตมาจำหน่ายต่อภายในร้าน หากเลือกร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายยางโดยตรงจะเป็นการการันตีว่าได้ยางรถยนต์แบรนด์แท้แน่นอน คุณภาพตามมาตรฐานของแบรนด์ มั่นใจในการขับขี่หลังเปลี่ยนยาง

  • มีโปรโมชั่นน่าสนใจ

โปรโมชั่นของร้านยางแต่ละร้านมีความเหมือนและแตกต่างกันไป ก่อนใช้บริการควรสอบถามเรื่องโปรโมชั่นดูก่อน เช่น โปรโมชั่นเปลี่ยนยาง 4 เส้น โปรโมชั่นผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต โปรโมชั่นรับประกันยางรถยนต์ โปรโมชั่นตั้งศูนย์ถ่วงล้อฟรี เป็นต้น เพื่อนำราคามาเปรียบเทียบร้านที่ใกล้กัน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

  • บริการหลังการขาย

ร้านยางบางร้าน รวมถึงผู้ผลิตยางบางแบรนด์มีบริการหลังการขาย เช่น ผู้ผลิตยางรถยนต์ NEXEN TIRE รับประกันการใช้งานยางรถยนต์นานถึง 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร หากพบปัญหายางบาด ยางบวม หรือยางแตก สามารถแจ้งร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของ NEXEN TIRE ที่ผู้ขับขี่ใช้บริการเปลี่ยนยาง เพื่อขอเปลี่ยนยางเส้นใหม่ได้เลย

  • ดูรีวิวประกอบ

การซื้อสินค้าและบริการในปัจจุบันจะมีช่องทางในการรีวิว และแสดงความพึงพอใจต่อสินค้าและบริการ หากไม่แน่ใจว่าควรใช้บริการร้านยางใกล้ฉันร้านไหนดี สามารถค้นหารีวิวของแต่ละร้านประกอบการตัดสินใจได้ เพื่อให้ได้ร้านยางที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด

ยางรถยนต์ NEXEN TIRE เป็นยางรถยนต์สัญชาติเกาหลีที่ได้รับรางวัลความพึงพอใจอันดับ 1 ถึง 12 ปีซ้อนจากผู้ใช้ชาวเกาหลีใต้ เมื่อมีการวางจำหน่ายในไทยก็มีร้านค้าตัวแทนมากมาย ผู้ที่สนใจยางรถยนต์ NEXEN TIRE สามารถค้นหาร้านค้าเหล่านี้ได้ง่ายผ่านทางเว็บไซต์ของ NEXEN TIRE มีจุดบริการครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงการขายยางรถยนต์ออนไลน์ด้วย ตอบโจทย์คนที่ต้องการซื้อยางออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ NEXEN TIRE และข้อความทางเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

ยางรถ EV – 5 อย่างน่ารู้ แตกต่างจากรถยนต์ปกติอย่างไร?

ข้อควรรู้! ยางรถ EV ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ

กระแสรักษ์โลกและการใช้พลังงานทางเลือกใหม่ในปัจจุบันกำลังมาแรง โดยเฉพาะในวงการยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่มักปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้นบนท้องถนน สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงมองหาทางเลือกเสริม ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก อีกทั้งในปี 2565 นี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์จากภาครัฐ พร้อมมอบเงินอุดหนุนส่วนลดมากถึง 18,000 – 150,000 บาทต่อคัน และอีกหนึ่งสิ่งที่ตอกย้ำกระแสความนิยมของยานยนต์ไฟฟ้าได้ดีก็คือ ยอดการสั่งจองรถยนต์ไฟฟ้าภายในงาน Motor Expo 2022 ที่ครั้งนี้รถยนต์ไฟฟ้า BYD แบรนด์น้องใหม่สัญชาติจีน มียอดจองสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ TOYOTA และ HONDA มาแรงแซงแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าคู่แข่งอย่าง HAVAL ORA Good Cat และ NETA

รถยนต์ไฟฟ้า BYD e6
รถยนต์ไฟฟ้า BYD สัญชาติจีน ขอบคุณภาพจาก byd-thailand

แต่บรรดาสาวกรถยนต์ไฟฟ้ารู้หรือไม่ว่า การลงทุนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นพาหนะคู่ใจ มีข้อที่แตกต่างจากการเลือกใช้รถยนต์ทั่วไปอีกหนึ่งประการ นอกเหนือจากการเรื่องระบบพลังงานแล้ว ในส่วนของอะไหล่และการซ่อมบำรุงยังแตกต่างกันอีกด้วย โดยเฉพาะยางรถยนต์ที่ช่วยขับเคลื่อนรถอย่างปลอดภัย หากเกิดเหตุยางรั่ว ยางซึม หรือยางเสื่อมสภาพ จำเป็นต้องใช้ยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์บ่อย ๆ เนื่องด้วยคุณสมบัติบางประการที่แตกต่างกัน วันนี้ Nexen Thailand มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของยางรถยนต์ไฟฟ้า และยางรถยนต์ทั่วไปมาฝากกัน เพื่อเป็นเกร็ดความรู้สำหรับสาวกรถยนต์ไฟฟ้า และเป็นเหตุผลการพิจารณาของผู้ที่มีแพลนจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าต่อจากนี้

รถ EV มีกี่ประเภท ? ทำความรู้จักกับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท

รถยนต์ไฟฟ้าและที่ชาร์จพลังงานไฟฟ้า
ทำความรู้จักรถยนต์ EV แต่ละประเภท

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้นิยามความหมายของ “เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า” ไว้ว่า ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) หมายถึง ยานยนต์ที่มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หรือยานยนต์ที่อาศัยเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในมาใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการขับเคลื่อนและผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บสะสมในแบตเตอรี่ หรือเทคโนโลยีการใช้ก๊าซไฮโดรเจน ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง เพื่อมาเป็นต้นกําลังในการขับเคลื่อน สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

  1. ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid electric vehicle, HEV)

รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานลูกผสม ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ลูกสูบ โดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่บรรจุในยานยนต์ผสมผสานทํางานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มกําลังและประสิทธิภาพของยานยนต์ในการเคลื่อนที่ให้สูงยิ่งขึ้น รวมถึงมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป อาทิ Honda City e:HEV และ Honda Accord e:HEV

  1. ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in hybrid electric vehicle, PHEV)

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานลูกผสม ที่ใช้พลังงานพร้อมกันจาก 2 แหล่ง ได้แก่ พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า โดยสามารถ Plug-in หรือชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้จากภายนอก อาทิ Mitsubishi Outlander PHEV และ MG HS PHEV 2022

พลังงานไฟฟ้าแบบ PHEV แบ่งออกได้ 2 ประเภท

2.1 แบบ Extended range EV (EREV) เน้นการทํางานโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักก่อน

2.2 แบบ Blended PHEV ทํางานผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และไฟฟ้า

  1. ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery electric vehicle, BEV)

รถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนได้ด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า และใช้พลังงานไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่มีการใช้พลังงานเครื่องยนต์อื่น ๆ อย่างพลังงานเชื้อเพลิง อาทิ รถเทสล่าไฟฟ้า Tesla Model 3 2022 รถไฟฟ้าน้องแมว ORA Good Cat GT และรถไฟฟ้าน้องใหม่จากจีน BYD ATTO 3

  1. ยานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell electric vehicle, FCEV)

ทางเลือกใหม่ของพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้าที่มีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรงจากไฮโดรเจน ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงมีค่าความจุพลังงานที่สูงกว่าแบตเตอรี่ และไม่มีการปลดปล่อยมลพิษและ CO2 จากรถยนต์โดยตรง มีเพียงการปล่อยไอน้ำเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดตัวรถ FCEV ในไทยต้องรอติดตามกันต่อไปในอนาคต

5 ข้อควรรู้ คุณสมบัติข้อแตกต่างยางรถ EV และยางรถยนต์ทั่วไป

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าการเปลี่ยนยางรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถ EV ใหม่ จำเป็นต้องใช้ยางรถยนต์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้องเปลี่ยนยางบ่อย ๆ เนื่องจากยางรถยนต์ทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานรถ EV บนท้องถนนได้ดีพอ และด้วยความที่เป็นยางรถยนต์เฉพาะและมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากยางทั่วไป ส่งผลให้ยางรถ EV ในไทยมีราคาสูง แต่เมื่อเทียบกับคุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะได้รับแล้วนั้นนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ยางรถยนต์ไฟฟ้า
ข้อแตกต่างยางรถ EV และยางรถยนต์ทั่วไป
  1. ยางรถยนต์ไฟฟ้าลดเสียงรบกวนได้ดี

ข้อดีของการใช้รถ EV โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ( BEV) คือการไม่มีเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดเสียงรบกวนขณะขับขี่ และเพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติอันโดดเด่นนี้ ส่งผลให้ผู้ผลิตยางรถ EV ต้องใช้เทคนิคการออกแบบและการผลิตแบบพิเศษ อาทิ การใช้รูปแบบดอกยางแบบพิเศษ การใช้โฟมซับเสียงและสารประกอบของยางต่าง ๆ เพื่อให้ได้ยางนุ่มเงียบที่รักษาความเงียบขณะขับขี่ได้ดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยางรถยนต์ไฟฟ้าราคาสูงกว่ายางรถยนต์ทั่วไป และแม้ว่ายางรถยนต์ทั่วไปจะมียางรถนุ่มเงียบเช่นกัน แต่ทว่าเป็นยางที่ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่ยางรถยนต์ดั้งเดิมจากโรงงานเหมือนเช่นรถยนต์ไฟฟ้า 

  1. ยางรถยนต์ไฟฟ้ารับน้ำหนักได้มากกว่าปกติ

อีกหนึ่งข้อแตกต่างของยางรถยนต์ไฟฟ้าและยางรถยนต์ทั่วไปคือ ยางรถยนต์ไฟฟ้าต้องมีคุณสมบัติความทนทานต่อการรับน้ำหนักที่มาก เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าเกือบทุกรุ่นจะมีขนาดแบตเตอรี่ที่ใหญ่

  1. ยางรถยนต์ไฟฟ้าทนทานต่อแรงบิดสูง

รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีการใช้มอเตอร์พลังงานที่มีแรงบิดสูง หากรถยนต์ไฟฟ้าของคุณเลือกใช้ยางรถยนต์ทั่วไป ในระยะยาวอาจส่งผลให้ยางสึกหรอได้เร็วกว่าปกติ ดังนั้นการเลือกใช้ยางรถยนต์ไฟฟ้า ที่ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานต่อแรงบิดสูง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ได้ดีกว่า และคุณจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่อยู่บ่อย ๆ

  1. ยางรถยนต์ไฟฟ้ายึดเกาะกับพื้นถนนได้ดี

คุณสมบัติโดยทั่วไปของยางรถยนต์ที่ควรมีคือ “การยึดเกาะถนน” ที่ดีต่อการขับขี่และการเบรก แต่ยางรถยนต์ไฟฟ้าจะมีคุณสมบัติพิเศษในการยึดเกาะถนนที่มากกว่ายางรถทั่วไป โดยปกติแล้วรถยนต์ไฟฟ้า BEV และรถยนต์ไฟฟ้า HEV จะใช้ระบบเบรกเฉพาะ คือ Regenerative Braking (รีเจนเนอเรทีฟ เบรกกิง) เมื่อเหยียบเบรกชะลอความเร็ว ตัวรถจะถูกหน่วงให้ช้าลงด้วย ดังนั้นยางรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องมีคุณสมบัติการยึดเกาะพื้นถนนที่ดี ให้สอดคล้องกับการใช้งานของระบบเบรก รวมถึงลดการลื่นไถลในการบังคับเลี้ยว

  1. ยางรถยนต์ไฟฟ้าลดแรงต้าน ช่วยประหยัดพลังงาน

ปัจจัยสำคัญของผู้พัฒนายาง EV คือ การผลิตยางที่ช่วยลดแรงต้านการหมุน เพราะโดยพื้นฐานแล้ว หากแรงต้านการหมุนลดลงจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสูญเสียพลังงานไฟฟ้าน้อยลง ช่วยให้ขับขี่บนท้องถนนได้ยาวนาน เดินทางไปได้ไกลยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย

Posted on Leave a comment

รู้ก่อนซื้อ ยางรถยนต์เส้นละเท่าไหร่ คุณภาพแน่น ราคาจับต้องได้

ถือยางรถยนต์

ถือยางรถยนต์

รวมเทคนิคเลือกซื้อยางรถยนต์แบบคุ้ม ๆ

ยางรถยนต์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของรถยนต์ ยางรถยนต์จะมีอายุการใช้งานอย่างจำกัด สามารถดูวันผลิตยางรถยนต์ได้ที่แก้มยางรถยนต์ แล้วคำนวณหาช่วงเวลาที่ควรเปลี่ยนยาง การเปลี่ยนยางรถทุกกี่ปีจะมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งอายุของยางรถยนต์ และประสิทธิภาพของยางรถยนต์ โดยปกติยางรถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อใช้งานมาแล้วประมาณ 2 – 3 ปี ในการเปลี่ยนยางรถยนต์นี่เองที่ผู้ขับขี่ควรรู้วิธีการเลือกยาง และราคายาง เพื่อให้เลือกซื้อยางได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่ากว่าเดิม

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคายางรถยนต์

ร้านขายยางรถยนต์
ราคายางรถยนต์จะคำนวณจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรม

การกำหนดราคายางรถยนต์ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่โดยปกติการผลิตยางจะมีการคำนวณหลายปัจจัย เพื่อหาราคายางรถยนต์ที่เหมาะสมต่อการจำหน่าย และเป็นราคาที่กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้ สิ่งที่ส่งผลต่อการกำหนดราคายางรถยนต์มีดังนี้

1.) วัสดุที่ใช้ผลิตยาง

การเลือกวัสดุในการผลิตยางมีผลต่อราคา ยางที่มีการใช้วัสดุที่ดีจะมีราคาสูงกว่ายางทั่วไป เช่น ซิลิก้า เป็นสารที่มีราคาสูง ใช้ผสมกับยางเพื่อลดการสึกหรอของยาง เพิ่มการยึดเกาะถนน

2.) ระดับของรถยนต์

รถยนต์โดยทั่วไปจะสามารถใช้ยางรุ่นเดียวกันได้ หากรถมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่รถในระดับ Luxury หรือรถหรูขึ้นไปมักจะผลิตยางเฉพาะของตนเอง หรือใช้ยางที่ออกแบบมาสำหรับรถระดับนี้โดยเฉพาะ ทำให้ยางรถยนต์ที่ใช้กับรถระดับนี้มีราคาสูง

3.) ความต้องการของตลาด

กลไกของตลาดมีส่วนในการกำหนดราคายางรถยนต์ โดยยางรถยนต์ที่ใช้ได้กับรถยนต์หลายรุ่นจะสามารถกำหนดราคาขายที่ถูกกว่ายางที่ใช้กับรถยนต์ได้เพียงไม่กี่รุ่น เพราะกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายไม่เท่ากัน นอกจากนั้นยังรวมถึงการกำหนดโปรโมชั่นการขายด้วย ที่บางครั้งผู้ขายอาจยอมขายยางราคาถูกลง เพื่อให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น จะขึ้นอยู่กับการวางแผนการตลาดของแต่ละแบรนด์

4.) คุณสมบัติของยาง

ยางรถยนต์ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานบนทางวิบาก หรือยางที่ออกแบบมาให้รับแรงกระแทกได้ดีจะราคาสูงกว่ายางทั่วไป รวมถึงยางที่ไม่มียางในจะแพงกว่ายางที่มียางในด้วย เพราะคุณสมบัติดีกว่า ทนทานกว่า

5.) คู่แข่งทางการค้า

ยางรถยนต์ที่คุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่คนละแบรนด์ ราคายางมีโอกาสที่จะใกล้เคียงกันเพื่อให้ตลาดยางรถยนต์มีความสมดุล เพราะฉะนั้นผู้ที่ต้องการเปลี่ยนยางรถยนต์ อาจจะไม่ได้พิจารณาเพียงยางรถยนต์ยี่ห้อไหนดีเท่านั้น แต่ควรดูปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย

ยางรถยนต์ราคาเส้นละเท่าไหร่จะขึ้นอยู่ผู้ผลิตและร้านรับเปลี่ยนยางกำหนด ซึ่งยางที่คุณภาพดีกว่าจะมีราคาสูงกว่า ก่อนการเปลี่ยนยางควรสอบถามรายละเอียดทุกครั้ง เพื่อให้ได้ยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถและการขับขี่ของตนเอง

วิธีการซื้อยางให้คุ้มค่ามากขึ้น

เปลี่ยนยางรถยนต์
รู้วิธีเลือกซื้อยางรถยนต์อย่างคุ้มค่า ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า

ยางรถยนต์มีความสำคัญมาก ผู้ขับขี่ควรเลือกซื้อยางที่เหมาะกับรถยนต์ของตนเอง ควรเปรียบเทียบคุณภาพยาง และเลือกยางคุณภาพดีมากกว่ายางรถยนต์ราคาถูก มีเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อยาง ดังนี้

  • เช็กโปรโมชั่นก่อนการซื้อ

ร้านที่รับเปลี่ยนยางรถยนต์มักจะจัดโปรโมชั่นยางรถยนต์ หรืออาจจะเป็นโปรโมชั่นจากทางผู้จัดจำหน่าย เช่น ผู้จัดจำหน่ายยางรถยนต์ NEXEN TIRE ที่มีโปรโมชั่นการรับประกันยางบาด ยางบวม และยางแตกภายใน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร

  • ซื้อ 4 เส้นคุ้มกว่า

การเปลี่ยนยางสามารถเปลี่ยนทีละเส้นได้ แต่ร้านเปลี่ยนยางบางร้านมักจะมีโปรโมชั่นเปลี่ยนยาง 4 เส้นราคาคุ้มกว่า ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยางควรเลือกเปลี่ยน 4 เส้นพร้อมกันไปเลย เพื่อความคุ้มค่าและเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

  • เปรียบเทียบการซื้อออนไลน์และซื้อที่ร้าน

การเปลี่ยนยางจะมีค่าใช้จ่ายทั้งค่ายาง ค่าตั้งศูนย์ถ่วงล้อ และค่าบริการ ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้ผลิตยางหลายรายมีการขายยางออนไลน์ทั้งหน้าเว็บไซต์ตนเอง และในเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์อื่น ๆ ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนยางสามารถเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางที่ร้าน กับค่าใช้จ่ายในการซื้อยางรถยนต์ออนไลน์ เพื่อให้ได้ราคาเปลี่ยนยางที่สบายกระเป๋ามากกว่า สำหรับผู้ที่ต้องการสั่งยางออนไลน์ แล้วไม่ได้เปลี่ยนยางเอง ควรคำนวณค่าจ้างช่างเปลี่ยนยาง และค่าบริการเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่อาจมีก่อนตัดสินใจซื้อด้วยเสมอ

เรื่องของยางรถยนต์เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะหากยางหมดอายุ หรือยางมีปัญหาระหว่างขับขี่จะส่งผลต่อความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและเพื่อนร่วมถนนได้ ก่อนการเปลี่ยนยางจึงควรเลือกยางรถยนต์ที่น่าเชื่อถือ เช่น NEXEN TIRE ที่ผลิตยางคุณภาพดี การันตีด้วยยอดความพึงพอใจจากลูกค้าชาวเกาหลีใต้ มีประสบการณ์การผลิตยางมากว่า 80 ปี มีจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายยางขนาดใหญ่ เช่น บีควิก FIT Auto และร้านเปลี่ยนยางชั้นนำอื่น ๆ หาซื้อสะดวก พร้อมคุณสมบัติยางมากมายให้เลือกที่เหมาะกับรถของตนเอง ติดต่อ NEXEN TIRE ได้ทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

รถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง VS รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ต่างกันอย่างไร

รู้ความเหมือน แยกความต่างของรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สาเหตุหลักเกิดจากค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น มีความผันผวนสูง การลงทุนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นทางเลือกที่คนให้ความสนใจ ประกอบกับกระแสรักษ์โลกที่ถูกพูดถึงมากขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงได้รับการผลักดันให้เป็นรถยนต์แห่งยุค แต่คนยังคงคุ้นชินกับรถพลังงานเชื้อเพลิงแบบเก่าอยู่ ก่อนการซื้อรถจึงต้องเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างรถพลังงานเชื้อเพลิงและรถยนต์ไฟฟ้าเสียก่อน

รู้จักรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง

เติมน้ำมันรถยนต์
รถพลังงานเชื้อเพลิงขับเคลื่อนมักจะขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน

รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง คือ รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม เช่น น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ เป็นรถยนต์ที่คุ้นเคยกันดี พบเจอได้ง่ายในชีวิตประจำวัน มีข้อดีและข้อจำกัด ดังนี้

ข้อดีของรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง

  • สถานีเติมน้ำมันและแก๊สธรรมชาติครอบคลุมกว่า

รถพลังงานเชื้อเพลิงสามารถใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อนรถยนต์ สามารถเติมน้ำมันได้ที่สถานีบริการน้ำมันทั่วไป ซึ่งมีกระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

  • การเปลี่ยนอะไหล่ทำได้ง่าย

เนื่องจากรถพลังงานเชื้อเพลิงมีการผลิตและวางจำหน่ายมานาน อะไหล่เครื่องยนต์ต่าง ๆ จึงมีสำรองในศูนย์ซ่อมรถ เมื่อรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงมีเหตุจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่จึงมีอะไหล่พร้อมให้บริการ สะดวกกว่า

ข้อจำกัดของรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง

  • ราคาน้ำมันแพง

รถพลังงานเชื้อเพลิงส่วนมากใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน ซึ่งราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนสูงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ คนที่ใช้รถพลังงานเชื้อเพลิงจึงต้องแบกความเสี่ยงเรื่องน้ำมันแพง

  • สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงจะมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการทำงานของรถ ส่งผลให้เกิดการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศ เป็นหนึ่งในสาเหตุของก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

  • การขับไม่นุ่มนวล

รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงจะมีเสียงที่ดังกว่า และการขับจะไม่นุ่มนวลเท่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่รถพลังงานเชื้อเพลิงก็สามารถเพิ่มความนุ่มในการขับได้ด้วยยางรถยนต์นุ่มเงียบ ควรเลือกยากที่ดูดซับแรงกระแทกได้ดี ขับขี่สบาย เสียงรบกวนน้อย อย่างยางรถยนต์ NEXEN TIRE ตัวจริงเรื่องความนุ่มเงียบ ให้สัมผัสการขับขี่นุ่มสบายสุดฟิน

รู้จักรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

จุดชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า
รถพลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า คือ รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยพลังงานจะถูกเก็บเอาไว้ในแบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าอื่น ๆ ที่สามารถส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังเครื่องยนต์ได้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีข้อดีและข้อจำกัดที่น่าสนใจ ดังนี้

ข้อดีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

  • เสียงเครื่องยนต์เบากว่า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อน ซึ่งไม่มีเสียงดังจากการเผาไหม้ของพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้มีเสียงเบากว่าขณะขับขี่

  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จุดเด่นของรถยนต์ไฟฟ้าคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รถยนต์ไฟฟ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานบริสุทธิ์อื่น ๆ มาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อจะใช้งานแบตเตอรี่จะแปลงพลังงานเหล่านั้นไปใช้ในการขับเคลื่อนรถ ซึ่งการใช้พลังงานไฟฟ้านี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกได้

  • ประหยัดค่าน้ำมัน

รถพลังงานไฟฟ้าใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เมื่อคำนวณค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการวิ่งระยะทางเท่ากันกับรถพลังงานเชื้อเพลิง รถยนต์ไฟฟ้าจะประหยัดค่าน้ำมันมากกว่ารถพลังงานเชื้อเพลิง

ข้อจำกัดของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

  • ระยะทางในการขับขี่

ระยะทางในการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีความจุแบตเตอรี่ 60 kWh จะวิ่งได้ประมาณ 350 กิโลเมตร ถ้าซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ความจุมากกว่านี้ก็จะวิ่งได้ไกลกว่าเดิม แต่จะเสียเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มมากขึ้นเช่นกัน

  • ราคาซื้อขายสูง

เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีการผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศน้อย เมื่อเทียบกับอัตราการผลิตของรถพลังงานเชื้อเพลิง ราคาของรถพลังงานไฟฟ้าจึงยังคงสูงอยู่

  • สถานีชาร์จไม่ครอบคลุม

รถยนต์ไฟฟ้าต้องมีการชาร์จแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน แต่สถานีชาร์จยังคงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และหากต้องการชาร์จเองที่บ้านก็ต้องซื้อหัวชาร์จรถยนต์ EV โดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสำหรับบางคน

  • การซ่อมบำรุงราคาสูง

รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงมักจะมีอะไหล่สำรองอยู่ในศูนย์ซ่อม ในขณะที่อะไหล่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีการนำเข้ามาน้อย และแต่ละชิ้นราคาสูง หากมีการเปลี่ยนอะไหล่ เจ้าของรถจะต้องจ่ายมากกว่าการซ่อมรถพลังงานเชื้อเพลิง

ความต่างของรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ชาร์จแบตรถพลังงานไฟฟ้า
รถพลังงานเชื้อเพลิงและรถพลังงานไฟฟ้ามีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน

การสรุปความแตกต่างของรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง และรถพลังงานไฟฟ้านี้จะเน้นประเด็นที่คนมักคำนึงถึงเมื่อจะซื้อรถ สามารถสรุปความต่างของรถทั้ง 2 ประเภทได้ดังนี้

  • การขับเคลื่อน

รถพลังงานเชื้อเพลิง:

รถพลังงานเชื้อเพลิงจะใช้เชื้อเพลิง เช่น น้ำมัน แก๊สธรรมชาติในการขับเคลื่อน ซึ่งมีสถานีบริการอยู่ทั่วไป พบเห็นได้ง่าย ใช้เวลาในการเติมพลังงานเชื้อเพลิงไม่นาน

รถพลังงานไฟฟ้า:

รถยนต์ไฟฟ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่สถานีบริการค่อนข้างน้อย ใช้เวลานานในการชาร์จแบตเตอรี่ หากไม่อยากรอคิวสถานีบริการชาร์จรถ EV สามารถเลือกชาร์จแบตที่บ้านได้ ซึ่งต้องกะเวลาให้แบตเต็ม เพื่อให้รถวิ่งได้ตามระยะที่กำหนด

  • ความปลอดภัยในการใช้งาน

รถพลังงานเชื้อเพลิง:

รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงมีอะไหล่รถยนต์หลายชิ้น เวลาเกิดความเสียหายจึงสามารถเปลี่ยนอะไหล่เพียงบางชิ้นได้ มีปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่และไฟฟ้าน้อยกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงไม่มีปัญหาจากระบบอัจฉริยะที่มักจะติดตั้งมาพร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้า

รถพลังงานไฟฟ้า:

รถพลังงานไฟฟ้าหรือรถ EV เป็นรถที่มีเครื่องยนต์น้อย มีระบบความปลอดภัยทั่วไปเหมือนรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง เช่น เข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย แต่มีข้อดีที่การไม่มีน้ำมันรถช่วยให้การขับรถลุยน้ำท่วมทำได้ดีกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำเข้ามาในตัวเครื่อง หรือผสมกับถังน้ำมัน รวมถึงแบตเตอรี่ของรถพลังงานไฟฟ้าออกแบบให้กันน้ำระดับหนึ่งอยู่แล้ว

  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับรถ

รถพลังงานเชื้อเพลิง:

การซื้อรถพลังงานเชื้อเพลิงจะมีราคาถูกกว่า เบี้ยประกันภัยรถยนต์ก็จ่ายน้อยกว่า รวมถึงค่าซ่อมบำรุงต่าง ๆ ด้วย ยกเว้นค่าเชื้อเพลิงที่ราคามีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มจะขยับราคาขึ้นอีก

รถพลังงานไฟฟ้า:

รถพลังงานไฟฟ้าซื้อในราคาที่สูงกว่า เพราะการผลิตและจัดจำหน่ายยังคงน้อย ถึงจะมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐก็ยังคงซื้อและผ่อนในราคาที่สูงกว่ารถพลังงานเชื้อเพลิง และการทำประกันภัยรถยนต์ต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงกว่า ค่าซ่อมบำรุงแพงกว่า แต่ค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนถูกกว่ารถพลังงงานเชื้อเพลิง

การรู้ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อรถได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องยอมรับว่ารถพลังงานเชื้อเพลิงยังคงได้รับความนิยมและมีความสะดวกในหลายด้าน โดยเฉพาะในประเด็นของการเปลี่ยนซ่อมอะไหล่ที่มีชิ้นส่วนให้บริการหลากหลาย เช่น ยางรถยนต์ที่มีให้หลายเลือกรุ่นเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด แนะนำยางรถยนต์ NEXEN TIRE ที่มียางรถยนต์หลายรุ่น โดดเด่นด้วยยางนุ่มเงียบ ขับขี่นุ่มนวล การันตีด้วยยอดความพึงพอใจจากผู้ใช้เกาหลีใต้ มีประสบการณ์ในการผลิตยางมากกว่า 80 ปี ติดต่อขอเปลี่ยนยางได้ที่ศูนย์บริการที่เป็นตัวแทนชั้นนำของ NEXEN TIRE หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

ยางซึมเกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหนต่อการขับขี่ พร้อมแนวทางแก้ไข

ยางรถยนต์แบน

ยางรถยนต์แบนไขข้อสงสัยยางซึมเกิดจากอะไร ทำไมเติมลมแล้วยังยางแบน

ตามปกติแล้วการใช้งานโดยทั่วไปของยางรถยนต์นั้น จะมีการอ่อนตัวอยู่ประมาณ 3 PSI ต่อเดือน แต่ถ้าหากสังเกตแล้วว่ายางรถยนต์ที่เพิ่งเติมลมนั้น กลับมาแบนอีกแล้วภายใน 1 – 2 วันประมาณ 25% ของที่เคยเติม สามารถสันนิษฐานได้เลยว่ายางรถยนต์นั้นกำลังเกิดอาการรั่วซึม

หากเจออาการดังกล่าวไม่ควรนิ่งนอนใจเป็นอันขาด เนื่องจากความผิดปกติของรถยนต์อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งส่งผลอันตรายต่อตัวเองและเพื่อนผู้เพื่อนร่วมใช้รถใช้ถนนได้ มาดูกันว่าสาเหตุของยางรั่วซึมและวิธีแก้ไขนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

รวมข้อสังเกต อาการแบบไหนที่ควรเปลี่ยนยาง

ยางรถรั่วซึมเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงยางรถยนต์ที่เริ่มเสื่อมสภาพ แต่ยังมีอีกหลายสัญญาณเตือนที่ผู้ใช้รถควรรู้ หากฝืนใช้งานต่อไปอาจเกิดอันตรายที่ไม่คาดฝันได้ โดยมีวิธีตรวจสอบต่อไปนี้

  1. ตรวจดูอายุของยางรถยนต์ ซึ่งยางรถยนต์ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานยางประมาณ 5 ปี
  2. รถยนต์มีระยะวิ่งเกิน 50,000 กิโลเมตร
  3. หากยางรถยนต์เสื่อมสภาพแก้มยางจะมีรอยแตกอย่างเห็นได้ชัด
  4. ดอกยางลบเลือน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนลดลง
  5. ควบคุมทิศทางรถยากขึ้น ไม่ว่าจะขับตรงหรือเลี้ยวรถไม่สามารถทำได้ในทันที

ยางรถยนต์ซึมอันตรายไหม แก้ไข และป้องกันอย่างไรดี

พนักงานกำลังซ่อมล้อรถ
ยางรถยนต์ซึมมีสาเหตุมาจากอะไร

ยางซึมอาจไม่อันตรายมากนักเมื่อเทียบกับอาการอื่น ๆ แต่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากล้อเป็นส่วนที่สำคัญของรถยนต์ที่ใช้ในการขับเคลื่อน เมื่อสภาพล้อไม่สมบูรณ์แม้ว่าจะขับขี่ได้แต่อาจเกิดอุบัติเหตุอันตราย ดังนั้นการตรวจสอบรู้สาเหตุว่าทำไมยางจึงซึม ช่วยให้หาวิธีรับมือแก้ไขและป้องกันได้ทันท่วงที

ยางรถยนต์ซึมเกิดจากสาเหตุอะไร

สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งที่ตัวยางเองหรือว่าที่ล้อ โดยมีปัญหาที่แตกต่างกันไป เช่น

  • เกิดจากการขับขี่แล้วเหยียบทับสิ่งมีคม เช่น ตะปู เศษแก้ว โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดรูรั่วขนาดเล็กซึ่งเป็นที่มาของยางซึมได้
  • การขับรถผ่านหลุมลึกหรือเบียดขอบทาง อาจทำให้แก้มยางเสียหายจนเกิดรูรั่วได้
  • ยางรถยนต์เสื่อมสภาพ อาจทำให้แก้มยางอ่อนตัวลงทำให้เกิดรูรั่วได้
  • ฝาปิดจุ๊บลมชำรุดหรือหล่นหาย ทำให้เศษหินขนาดเล็ก ฝุ่น น้ำ เข้าไปทำอันตรายที่วาล์วด้านในจนวาล์วรั่วเก็บลบไม่อยู่

ยางซึมสามารถซ่อมได้ไหม มีวิธีป้องกันอย่างไร

ยางซึมสามารถซ่อมได้โดยวิธีการซ่อมนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละสาเหตุ มีตั้งแต่สามารถซ่อมเบื้องต้นด้วยตัวเองในกรณีที่รูรั่วนั้นมีขนาดเล็ก จนไปถึงเข้าศูนย์บริการ เช่น  การเปลี่ยนล้อยางใหม่ มาดูกันว่าเราสามารถซ่อมและป้องกันยางซึมได้อย่างไรบ้าง

วิธีซ่อมแซมเบื้องต้น

ก่อนซ่อมแซมสามารถหาตำแหน่งรูรั่วของยางซึมด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น การนำน้ำที่ผสมผงซักฟอกฉีดไปที่ล้อ หากจุดไหนที่เกิดฟองจุดนั้นคือจุดที่เกิดรอยรั่วนั่นเอง เมื่อพบรอยรั่วแล้วสามารถแก้ไขซ่อมแซมเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • ใช้วิธีการปะยางหากขนาดรอยรั่วนั้นมีขนาดเล็ก สามารถใช้การปะยางด้วยวิธีแทงใยไหม ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองได้ เหมาะสำหรับใช้ยางชั่วคราวเพื่อไปถึงร้านซ่อมได้ปลอดภัย
  • เปลี่ยนฝาปิดจุ๊บลมที่ชำรุดทันที เมื่อตรวจสอบพบว่าฝาจุ๊บลมเกิดการชำรุดหรือหาย ควรเปลี่ยนแต่เนิ่น ๆ
  • หากปัญหายางซึมเกิดขึ้นที่ล้อ ไม่ว่าจะล้อบิด มีสภาพไม่สมบูรณ์ สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เคาะ ดัด รีด เหมาะสำหรับล้อที่มีสภาพเสียหายเล็กน้อย

วิธีป้องกันยางซึม

  • เปลี่ยนฝาปิดจุ๊บลมใหม่ทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนยาง เพื่อป้องกันฝาจุ๊บลมเสื่อมสภาพ
  • หมั่นตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์สม่ำเสมอ
  • เปลี่ยนยางเสมอเมื่อถึงอายุการใช้งาน นอกจากจะป้องกันเรื่องยางซึมแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยขณะขับรถอีกด้วย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการแก้ไขและป้องกันยางรั่วซึม นั่นคือหมั่นตรวจสภาพรถสม่ำเสมอ ไม่มองข้ามอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกจากนั้นเปลี่ยนยางรถยนต์ตามอายุการใช้งาน ไม่ฝืนใช้งานเกินอายุของยางรถยนต์ โดยสามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพสูงได้ที่ NEXEN TIRE สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ Nexen Tire Thailand และ หน้าเพจ Facebook ผ่าน inbox:  m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

คนรักรถควรรู้ เติมลมไนโตรเจนดีกว่าจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน

เติมลมยางรถยนต์

เติมลมไนโตรเจน ขับขี่นุ่มนวล ช่วยยืดอายุการใช้งานของยาง

อย่างที่ทราบดีว่าการดูแลสภาพรถยนต์ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน นอกจากการตรวจเช็กอะไหล่และระดับของเหลวในรถยนต์แล้ว การเติมลมยางให้เหมาะสมเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ปัจจุบันการเติมลมยางมีให้เลือกทั้งแบบลมยางไนโตรเจนและลมยางธรรมดาทั่วไป สำหรับผู้ที่สงสัยว่าลมยางไนโตรเจนต่างจากลมยางทั่วไปอย่างไร มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร บทความนี้มาพร้อมคำตอบที่ช่วยคลายความสงสัย และช่วยในการตัดสินใจเลือกเติมลมยางให้รถของคุณ

ทำความรู้จักลมยางไนโตรเจนคืออะไร?

ลมไนโตรเจนคือก๊าซสมบูรณ์ปราศจากออกซิเจนและความชื้น ไม่มีสารอื่นประกอบ ผู้ใช้รถส่วนใหญ่นิยมใช้ก๊าซไนโตรเจนบริสุทธิ์ 93 เปอร์เซ็นต์มาเติมในยางรถยนต์แทนลมยางธรรมดา ส่วนใหญ่ลมยางไนโตรเจนมักถูกใช้ในล้อเครื่องบิน และล้อรถแข่งที่ต้องใช้ความเร็วสูง สำหรับผู้ใช้รถทั่วไปสามารถเติมได้เช่นกัน เนื่องจากไนโตรเจนมีความเสถียร ค่าความดันเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่การเติมลมไนโตรเจนจะมีราคาเติมลมยางสูงกว่าลมธรรมดา

เติมลมยางไนโตรเจนดียังไง ? เรื่องที่ผู้ใช้รถต้องรู้

เติมลมยางไนโตรเจน
ลมยางไนโตรเจนดีอย่างไร

 

การเติมลมยางไนโตรเจนมีข้อได้เปรียบกว่าการเติมลมยางแบบอื่น เนื่องจากแรงดันลมยางไนโตรเจนมีโมเลกุลขนาดใหญ่ที่เคลื่อนได้ช้ากว่าโมเลกุลลมยางธรรมดา เพราะเหตุนี้จึงทำให้รถยนต์ที่เติมลมยางไนโตรเจนลมรั่วซึมได้ยาก ช่วยรักษาแรงดันลมยางได้ดี ประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญผู้ใช้รถสามารถควบคุมการขับขี่ได้ดี ไปจนถึงลดความเสี่ยงการระเบิดของยางอีกด้วย ทว่าการเติมลมยางไนโตรเจนหรือลมยางยางธรรมดา สามารถเติมได้ทั้งลมยางรถเก๋งหรือลมยางรถกระบะ โดยผู้ใช้งานเลือกเติมได้ทั้งสองแบบตามความสะดวก

ข้อดีและข้อจำกัดของลมยางไนโตรเจน

ข้อดี

  • ช่วยลดการกัดกร่อนเนื้อยาง
  • ช่วยให้ผู้ใช้รถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ขับขี่ปลอดภัย
  • ลดการเกิดเสียงของยางรถยนต์ที่กระแทกกับพื้นถนน
  • แรงดันลมยางรั่วซึมได้น้อยกว่าผู้ใช้รถไม่ต้องเติมลมยางบ่อย ๆ
  • ลมยางไนโตรเจนไม่ทำให้กระทะล้อเป็นสนิม
  • ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้มากกว่าการเติมลมยางแบบปกติ
  • ช่วยลดความเสี่ยงการระเบิดของยาง

ข้อจำกัด

  • ลมไนโตรเจนหาเติมค่อนข้างยากกว่าเติมลมยางธรรมดา
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับการเติมลมยางธรรมดาได้
  • การเติมลมไนโตรเจนจำเป็นต้องถ่ายลมยางธรรมดาออกให้หมดก่อน
  • ศูนย์บริการรับเติมลมยางไนโตรเจนหาได้ยาก ผู้ใช้งานจะต้องเติมที่อู่หรือศูนย์บริการเท่านั้น

การเติมลมไนโตรเจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในผู้ใช้รถ เนื่องจากคุณสมบัติลมไนโตรเจนใช้งานได้ดีกว่าเหมือนเทียบกับลมยางธรรมดา เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนตั้งคำถามที่ว่าเติมลมไนโตรเจนกับลมธรรมดาแบบไหนดีกว่ากัน สามารถเติมผสมกันได้ไหม โดยมีข้อแตกต่างและรายละเอียดดังนี้

เติมลมไนโตรเจนกับลมธรรมดาต่างกันอย่างไร?

อย่างที่ทราบกันดีว่าลมยางธรรมดาหาเติมได้ฟรีตามปั๊มน้ำมัน โดยลมยางธรรมดาจะมีส่วนผสมของไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78% ส่วนลมไนโตรเจนที่ใช้เติมยางรถยนต์จะมีไนโตรเจนบริสุทธิ์ 93-95% ส่งผลให้ยางมีการขยายตัวต่ำ อุณหภูมิภายในเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อย และมีความเสถียรของแรงดันภายในมากกว่าลมยางธรรมดา ไม่ต้องเติมลมยางบ่อย ๆ ที่สำคัญลมไนโตรเจนปราศจากความชื้นช่วยลดการกัดกร่อนล้อรถได้ดีกว่าลมยางธรรมดาอีกด้วย แม้ว่าการเติมลมไนโตรเจนจะมีข้อได้เปรียบกว่าลมยางธรรดา แต่ผู้ใช้งานอาจต้องแลกมาด้วยราคาการเติมลมยางที่สูงกว่า

เติมลมไนโตรเจนผสมลมธรรมดาได้ไหม?

ยางรถยนต์ที่เติมลมไนโตรเจนเมื่อแรงดันลมยางลดลง สามารถเติมลมธรรมดาผสมเข้าไปได้ แต่ประโยชน์ที่ได้จากลมไนโตรเจนจะลดลงถ้าปริมาณไนโตรเจนภายในต่ำกว่า 93% หากผสมลมยางธรรมดาไปแล้วต้องการประสิทธิภาพเหมือนไนโตรเจนบริสุทธิ์ ผู้ใช้รถจำเป็นต้องไล่ลมยางเก่าออกทั้งหมดด้วยไนโตรเจน เพื่อให้ภายในยางเหลือลมไนโตรเจนบริสุทธิ์ประมาณ 93-95%

***ทางที่ดีควรเลือกเติมลมยางอย่างใดอย่างหนึ่งจะดีกว่า

สุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกเติมลมยางไนโตรเจนหรือลมยางทั่วไปควรเลือกตามความเหมาะสมของประเภทรถยนต์และการใช้งานมากที่สุด เพื่อให้คุณใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญอย่าลืมตรวจเช็กแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน หากพบว่ายางรถยนต์มีอายุการใช้งานเกินกำหนดหรือเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยไร้กังวล

หากคุณสนใจเปลี่ยนยางรถยนต์ “เน็กเซ็น” ผู้ผลิตยางรถยนต์รายแรกของประเทศเกาหลีใต้ มั่นใจคุณภาพยางทุกเส้น ด้วยวิธีการเก็บรักษาตรงตามมาตรฐานสากล และรับประกันคุณภาพการผลิตให้ตลอดอายุการใช้งาน พิเศษ! รับประกันเปลี่ยนฟรี 1 ปี เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ 4 เส้นขึ้นไป (ต่อรถ 1 คัน ใน 1 ใบเสร็จ) พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางใกล้บ้านคุณ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand หรือ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH มอบความอุ่นใจทุกการขับขี่ของคุณ

Posted on Leave a comment

สัญญาณไฟเตือนบนแผงหน้าปัด ตัวช่วยบอกสุขภาพรถที่ไม่ควรมองข้าม

สังเกตสัญญาณเตือนหน้าปัดรถยนต์ให้ดี เพื่อความปลอดภัย

หน้าปัดรถยนต์มีสัญลักษณ์อยู่หลายอย่างที่ปรากฎให้เห็นขณะขับรถ หลายคนสงสัยว่าหน้าปัดรถยนต์บอกอะไรได้บ้าง อย่ามองข้ามเพราะหน้าปัดรถยนต์บอกอะไรได้หลายอย่าง คนที่ขับขี่รถยนต์เป็นประจำควรรู้วิธีการสังเกต และแนวทางการแก้ไขหากไฟบนหน้าปัดรถยนต์สว่างขึ้นมา

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามขณะขับขี่

ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมีความสำคัญมาก ซึ่งรถยนต์ออกแบบมาให้มีสัญญาณเตือนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ลักษณะสัญญาณเตือนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้ามมีดังนี้

  • เสียงเตือนภายในรถ

ฟังก์ชันบางอย่างเมื่อเกิดปัญหาจะมีเสียงเตือนดังขึ้นมา เช่น เสียงผิดปกติจากห้องเครื่องรถยนต์ เสียงร้องที่มาพร้อมไฟกระพริบบนหน้าปัดรถยนต์ เสียงแอร์ที่ดังผิดปกติ

  • การสั่นสะเทือนของรถ

หากขับรถไปสักระยะแล้วสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนที่มากผิดปกติ และยังคงสั่นต่อเนื่องแม้รถจะวิ่งอยู่บนถนนเรียบ แม้ใช้ยางนุ่มเงียบแล้วก็ตาม ให้สันนิษฐานว่ารถกำลังมีปัญหาบางอย่าง

  • ไฟสัญญาณหน้าปัดรถยนต์

หน้าปัดรถยนต์ออกแบบมาเพื่อเช็กสุขภาพของรถยนต์ บนหน้าปัดจะมีสัญลักษณ์เฉพาะของระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ช่วยให้รู้ที่มาของปัญหาได้ง่ายดายกว่าเดิม

การขับขี่รถยนต์ให้ปลอดภัยจะต้องสังเกตสัญญาณเตือนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หากพบความผิดปกติและไม่สามารถแก้ไขได้เอง ควรรีบตามช่างผู้เชี่ยวชาญหรือเข้าศูนย์บริการโดยทันที

ความหมายของไฟเตือนรถยนต์บนหน้าปัด

หน้าปัดรถยนต์จะตั้งอยู่บริเวณหลังพวงมาลัย โดยจะมีสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบต่าง ๆ ของรถยนต์แสดงเอาไว้ หากมีไฟเตือนรถยนต์สว่างขึ้นมาบนหน้าปัด ควรรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน ความหมายของสัญลักษณ์ไฟเตือนหน้าปัดรถยนต์ที่ควรรู้มีดังนี้

สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถยนต์
การสังเกตไฟเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ช่วยให้รู้ก่อนหากรถยนต์เกิดปัญหา
  1. ระบบเบรก

สัญลักษณ์ของเบรกจะเป็นเครื่องหมายอัศเจรีย์ หรือเครื่องหมายตกใจ หากสัญลักษณ์นี้เรืองแสงขึ้นมามักจะมาจากการดึงเบรกมือ หรือลดเบรกมือยังไม่สุด รวมถึงสาเหตุจากน้ำมันเบรกได้เช่นกัน

การแก้ไข:

สังเกตเบรกมือ หากยังดึงเบรกมือไม่สุดให้ลองดึงให้สุด หากปัญหาไม่ใช่จากการดึงเบรกมือ ให้เรียกช่างมาเพื่อตรวจสอบน้ำมันเบรก เพราะอาจเกิดจากน้ำมันเบรกรั่ว หรือน้ำมันเบรกลดปริมาณลงต่ำกว่าที่กำหนดได้เช่นกัน

  1. ระบบไฟฟ้าเครื่องยนต์

สัญลักษณ์เครื่องยนต์จะเป็นไอคอนเครื่องยนต์บนหน้าปัด หากสัญลักษณ์นี้สว่างขึ้นมาจะแสดงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ ซึ่งอาจเป็นส่วนใดของเครื่องยนต์ก็ได้

การแก้ไข:

ติดต่อช่างหรือศูนย์บริการเพื่อตรวจสภาพเครื่องยนต์ เพราะสัญลักษณ์นี้อาจเป็นได้ทั้งระบบไฟฟ้า ค่าออกซิเจนผิดปกติ และปัญหาเครื่องยนต์อื่น ๆ

  1. ระบบไฟชาร์จ

รูปแบตเตอรี่ที่มีขั้วบวกและขั้วลบแทนสัญลักษณ์ของระบบไฟชาร์จ หากมีไฟขึ้นมาที่สัญลักษณ์นี้จะแสดงถึงความผิดปกติของการทำงานของไดชาร์จ

การแก้ไข:

ควรติดต่อช่างหรือศูนย์บริการรถโดยทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลต่อแบตเตอรี่รถยนต์ นำไปสู่การสตาร์ทรถไม่ติดในที่สุด

  1. แรงดันน้ำมันเครื่อง

สัญลักษณ์หัวจ่ายน้ำมันมีหยดน้ำมันแทนการทำงานของแรงดันน้ำมันเครื่อง หากปรากฏสัญลักษณ์นี้ขึ้นมาจะหมายถึงการทำงานผิดปกติของแรงดันน้ำมันเครื่อง

การแก้ไข:

จอดพักรถสักครู่ จากนั้นลองเติมน้ำมันเครื่อง แล้วตรวจสอบว่าสัญลักษณ์หายไปหรือไม่ หากสัญลักษณ์ไม่หายไป ให้โทรตามช่างหรือติดต่อศูนย์บริการรถ เพื่อตรวจเช็กเกี่ยวกับแรงดันน้ำมันเครื่องให้ละเอียด

  1. อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นในเครื่องยนต์

สัญลักษณ์เครื่องวัดอุณหภูมินี้แทนระบบระบายความร้อน หรือระบบอุณหภูมิหล่อเย็นในเครื่องยนต์ หากปรากฎขึ้นจะแสดงให้เห็นถึงการทำงานผิดปกติของระบบระบายความร้อนในรถยนต์ เช่น พัดลมหม้อน้ำไม่ทำงาน ระบบหล่อเย็นขาด

การแก้ไข:

เปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อน หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอาการ Over Heat เมื่อรถเริ่มเย็นลงให้นำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการรถ

  1. ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า

รถยนต์รุ่นใหม่ที่มีพวงมาลัยไฟฟ้าติดตั้งมาด้วยจะมีสัญลักษณ์รูปพวงมาลัยกับเครื่องหมายอัศเจรีย์แทนระบบพวงมาลัยไฟฟ้า หากสัญลักษณ์นี้สว่างขึ้นมาจะแสดงว่ารถมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของพวงมาลัย

การแก้ไข:

ประคองรถเข้าศูนย์ทันที หรือหากการคุมพวงมาลัยยากต่อการประคองรถ ให้เรียกรถยกเพื่อนำรถเข้าศูนย์ซ่อม

  1. ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง

สัญลักษณ์ตู้เติมน้ำมันสีแดงจะส่องแสงขึ้นมาเมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงในรถกำลังจะหมด และเหลืออยู่เพียง 10 ลิตรสุดท้ายเท่านั้น

การแก้ไข:

เติมน้ำมันเข้าสู่รถยนต์ ควรหมั่นสังเกตระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเสมอ เพราะหากน้ำมันหมด รถก็จะวิ่งต่อไปไม่ได้

  1. เข็มขัดนิรภัย

สัญลักษณ์รูปคนนั่งและคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่จะแทนการคาดเข็มขัดนิรภัยของที่นั่งฝั่งคนขับ รถยนต์บางรุ่นอาจจะมีเสียงแจ้งเตือนหากไม่มีการคาดเข็มขัดของผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้าด้วย

การแก้ไข:

คนขับคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย หากคาดเข็มขัดแล้วไฟยังคงขึ้นอยู่ ให้ตรวจสอบการเสียบเข็มขัดว่าแน่นสนิทดีหรือยัง

  1. ระบบถุงลมนิรภัย

รูปถุงลมนิรภัยและคนขับเป็นสัญลักษณ์ของระบบถุงลมนิรภัย หากสัญลักษณ์นี้ปรากฎขึ้นจะแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมในการทำงานของถุงลมนิรภัย

การแก้ไข:

นำรถเข้าไปตรวจเช็กสภาพถุงลมนิรภัย ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแล้วถุงลมนิรภัยไม่กางออก

  1. ระบบเบรก Anti-Lock Brake System (ABS)

ระบบเบรก ABS จะใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษร ABS ในวงกลม ใช้แทนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบเบรกแบบกะทันหัน

การแก้ไข:

ค่อย ๆ ประคองรถไปยังศูนย์ซ่อม ปัญหาของระบบเบรก ABS ไม่ได้ทำให้รถสูญเสียการเบรกไปทั้งหมด แต่จะมีปัญหาเมื่อต้องเบรกกะทันหันเท่านั้น จึงควรค่อย ๆ ขับด้วยความเร็วต่ำไปยังศูนย์ซ่อม

  1. ระบบประตู

สัญลักษณ์รูปประตูเปิดออกทั้ง 2 ข้าง ใช้แทนกรณีการปิดประตูไม่สนิท โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นประตูด้านใด เพียงแจ้งเตือนให้เจ้าของรถทราบว่ามีประตูที่ยังปิดไม่สนิทอยู่

การแก้ไข:

เปิดและปิดประตูใหม่ โดยประตูที่ปิดไม่สนิทมักจะเปิดออกได้ง่าย หรือเมื่อเขย่าประตูเบา ๆ จะมีแรงสั่นสะเทือนให้รู้ว่าประตูปิดไม่สนิท

  1. ระบบไฟหน้ารถ

สัญลักษณ์ไฟหน้ารถและขีดเส้นแสงบ่งบอกถึงการเปิดไฟสูง เพื่อแสดงให้คนขับเห็นว่าขณะนี้รถกำลังเปิดไฟสูงอยู่

การแก้ไข:

หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟสูงในขณะนั้น ควรปิดไฟสูงและใช้ไฟปกติ เพื่อไม่ให้แสงไฟรบกวนผู้ขับขี่ที่สวนเลนมา

การให้ความสำคัญกับสุขภาพของรถช่วยให้การขับขี่ปลอดภัย คนขับสามารถตรวจสอบปัญหาของรถยนต์ง่าย ๆ ผ่านหน้าปัดเครื่องยนต์ และไม่ควรละเลยการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องของยางรถยนต์ที่ควรเลือกยางคุณภาพดี เหมาะกับรถยนต์ แนะนำยางรถยนต์ NEXEN TIRE ยางรถยนต์ที่น่าเชื่อถือ การันตีด้วยความพึงพอใจอันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ มั่นใจได้ในประสบการณ์ของการผลิตยางมากว่า 80 ปี และยังมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เช่น บีควิก FIT Auto ติดต่อสอบถามรายละเอียด NEXEN TIRE  เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

ช้อปดีมีคืน 2566 ซื้ออะไรได้บ้าง ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้

รถเข็นและถุงช้อปปิ้ง

เปิดลิสต์ รายการลดหย่อนภาษี ที่คนมีรถยิ้มออก

โครงการช้อปดีมีคืนเป็นนโยบายที่ออกมา เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยผู้ซื้อจะสามารถนำยอดใช้จ่ายไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ ส่วนผู้ขายมีโอกาสได้ยอดขายที่มากขึ้นจากการที่ผู้บริโภคออกมาใช้เงินซื้อสินค้าและบริการ สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืนมีอยู่หลากหลาย ผู้ซื้อจึงควรรู้ก่อนใช้จ่าย เพื่อให้การยื่นลดหย่อนภาษีเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และไม่พลาดสิทธิ์ช้อปดีมีคืน

เงื่อนไขโครงการช้อปดีมีคืน 2566

โครงการช้อปดีมีคืน 2566 เปิดเงื่อนไขการช้อปสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี เป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ก่อนการช้อปควรรู้รายละเอียด ดังนี้

ช้อปดีมีคืน 2566
เงื่อนไขช้อปดีมีคืน 2566 ภาพจาก กรมสรรพากร

ช้อปดีมีคืน 2566 ลดหย่อนสูงสุด 40,000 บาท

การลดหย่อนภาษีในปี 2566 นี้สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 40,000 บาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1.) การลดหย่อนภาษีโดยใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่เป็นกระดาษ คิดเป็นยอดลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท

2.) การลดหย่อนภาษีโดยใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นยอดลดหย่อนสูงสุด 10,000 บาท

ระยะเวลา

ช้อปดีมีคืน 2566 ลดหย่อนภาษีได้ แต่จะใช้สำหรับการยื่นลดหย่อนในช่วงต้นปี 2567 โดยกำหนดระยะเวลาการช้อปและการลดหย่อนภาษีเอาไว้ดังนี้

  • ช้อปสินค้าและบริการภายในวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2566 เท่านั้น
  • ใช้ลดหย่อนภาษีประจำปี 2566 ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงต้นปี 2567

เอกสารประกอบการยื่นลดหย่อนภาษี

การขอลดหย่อนภาษีในโครงการช้อปดีมีคืนจะต้องมีเอกสารที่เรียกว่า “ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ” ซึ่งกำหนดให้ใช้ได้ทั้งใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่เป็นกระดาษ และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

  • ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบกระดาษ

เป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทั่วไป ภายในใบกำกับภาษีจะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญหลายอย่าง ได้แก่ ระบุคำว่า “ใบกำกับภาษี” ให้เด่นชัด ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่เสียภาษีของร้านค้า ชื่อและที่อยู่ผู้ซื้อ ข้อมูลสินค้า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดแยกจากมูลค่าของสินค้า วันที่ออกใบกำกับภาษี และข้อความอื่น ๆ ที่อธิบดีกำหนด โดยใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจะเป็นหลักฐานในการซื้อสินค้าและบริการ ใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษีได้ แต่ต้องขอเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเท่านั้น

  • ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

เป็นใบกำกับภาษีประเภทหนึ่งที่ออกโดยร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จะออกในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล และส่งให้ผู้ซื้อทางอีเมลหรือ SMS ภายในไฟล์จะประกอบด้วยข้อมูลเหมือนกับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่เป็นกระดาษ แต่ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเซ็นลายเซ็นดิจิทัลกำกับเอาไว้ด้วย และต้องไม่เป็นรูปภาพ การจะยื่นลดหย่อนภาษีด้วยวิธีนี้ต้องใช้ไฟล์ XML ในการส่งใบกำกับภาษีให้สรรพากรเท่านั้น การขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นี้มีเพียงร้านค้าที่ลงทะเบียนช้อปดีมีคืน 2566 ที่แจ้งความประสงค์ไว้เท่านั้นจึงจะสามารถออกได้ บางร้านจึงไม่มีบริการในส่วนใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

สิ่งสำคัญในการเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืนคือการช้อปในช่วงเวลาที่กำหนด และอย่าลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทุกครั้ง เพื่อใช้ยื่นลดหย่อนภาษี

สินค้าที่เข้าร่วมรายการช้อปดีมีคืน 2566

ถุงช้อปปิ้งหลังรถ
สินค้าและบริการในโครงการช้อปดีมีคืน 2566

ช้อปดีมีคืน 2566 มีสินค้าที่เข้าร่วมรายการหลายรายการ สามารถจัดประเภทสินค้าที่เข้าร่วมรายการหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • สินค้าและบริการทุกชนิดที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • หนังสือ รวมถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
  • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนแล้ว

ในกรณีสินค้าประเภทหนังสือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และสินค้า OTOP ที่ผู้ประกอบการไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถใช้ใบรับในการยื่นลดหย่อนภาษีได้

ถึงแม้สินค้าหลายอย่างจะเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืน 2566 แต่ก็มีสินค้าและบริการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้น สินค้าที่ไม่เข้าร่วมรายการช้อปดีมีคืน 2566 ได้แก่

  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมถึงยาสูบ
  • ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ
  • สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ค่ามัคคุเทศก์ ค่าที่พัก
  • ค่าสาธารณูปโภค ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์
  • ค่าประกันวินาศภัย และประกันภัยต่าง ๆ
  • สินค้าและบริการที่ได้รับการงดเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

สินค้าที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืน และสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก็ถือว่านำมาลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด

การซื้อยางรถยนต์กับช้อปดีมีคืน 2566

คนมีรถได้รับสิทธิประโยชน์กับโครงการช้อปดีมีคืน 2566 มากขึ้น เพราะช้อปดีมีคืนปีนี้เพิ่มการเติมน้ำมันเป็นสินค้าและบริการที่สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ ประหยัดค่าน้ำมันมากขึ้น แตกต่างจากปี 2565 ที่ไม่นับการเติมน้ำมันให้อยู่ในโครงการ นอกจากการเติมน้ำมันแล้ว คนมีรถยังสามารถซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ดังนี้

  • ซื้อยางจากร้านค้าที่ร่วมโครงการช้อปดีมีคืน เช่น ศูนย์บริการ B-Quik ศูนย์บริการ FIT Auto และศูนย์บริการ MMS
  • ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบทุกครั้งเมื่อซื้อยางรถกับร้านค้าที่ร่วมโครงการ
  • เปลี่ยนยางลดหย่อนภาษีได้ โดยต้องเปลี่ยนยางกับผู้ประกอบการที่มีหน้าร้านและออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้
  • ซื้อยางรถยนต์ออนไลน์ต้องเลือกขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากร้านค้า โดยเลือกร้านค้าที่มีบริการออกใบกำกับภาษีให้ เช่น NEXEN Official Store
NEXEN ช้อปดีมีคืน 2566
ซื้อยางรถยนต์กับ NEXEN TIRE และร้านค้าตัวแทนลดหย่อนภาษีได้

ยางรถยนต์ NEXEN TIRE เข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืน 2566 สามารถสั่งซื้อยางรถยนต์ได้ทั้งช่องทางออนไลน์ และร้านค้าตัวแทนจำน่าย ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาท เหมาะกับคนที่กำลังมองหายางรถยนต์นุ่ม เงียบ ขับขี่สบาย ได้รับรางวัลความพึงพอใจจากผู้ใช้เกาหลีใต้ 12 ปีซ้อน พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เลือก NEXEN TIRE คุ้มจริง ไว้ใจได้ในคุณภาพ

ที่มาข้อมูล กรมสรรพากร

Posted on Leave a comment

ขับรถเที่ยวใกล้กรุงเทพ ปักหมุดจุดแลนด์มาร์กเด่น ฉบับคนมีรถ

ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ เหมาะแก่การพักผ่อน เดินทางไม่นาน

การเดินทางท่องเที่ยวเป็นการสร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่มีเวลาน้อย หรือไม่อยากเดินทางไกล การขับรถเที่ยวใกล้กรุงเทพก็เป็นแนวทางการเดินทางที่น่าสนใจ และยังเป็นเส้นทางที่สามารถขับรถชมวิวใกล้กรุงเทพได้อีกด้วย สถานที่ที่คัดมาในบทความนี้เป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญที่มีความสวยงามของธรรมชาติ ได้รับความนิยม และเดินทางไปได้ด้วยรถส่วนตัว

ข้อดีของการเดินทางโดยรถส่วนตัว

การเดินทางด้วยรถส่วนตัวมีข้อดีหลายประการ เนื่องจากการขนส่งสาธารณะอาจจะยังไม่ครอบคลุมทุกเส้นทาง รถยนต์ส่วนตัวจึงตอบโจทย์การท่องเที่ยวต่างจังหวัดได้ดีกว่า มีข้อดีหลัก ๆ ดังนี้

  • ประหยัดเวลา

การเดินทางด้วยรถส่วนตัวประหยัดเวลากว่า เพราะสามารถเลือกเส้นทางลัดในการเดินทาง หลีกเลี่ยงเส้นทางรถติดได้ และควบคุมความเร็วได้ตามที่ตนเองต้องการ

  • กำหนดแผนการเดินทางเองได้

รถส่วนตัวไม่มีกำหนดเวลาเดินรถจึงสามารถกำหนดแผนในการเดินทางได้เอง สามารถแวะจอดตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการได้

  • มีความเป็นส่วนตัว

รถส่วนตัวจะเน้นการเดินทางเอง มีเพื่อนร่วมทางเป็นคนสนิทหรือสมาชิกในครอบครัว จึงมีความเป็นส่วนตัวสูง สะดวกและสบายใจกว่าการเดินทางด้วยบริการขนส่งสาธารณะ

  • มีพื้นที่เก็บของฝาก

รถส่วนตัวมีพื้นที่ในการเก็บของที่มากกว่า สามารถซื้อของฝาก แล้วเก็บไว้ในรถได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ในการจัดเก็บของที่จำกัด

การเดินทางด้วยรถส่วนตัวมีจุดประสงค์หลัก ๆ ก็เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง ก่อนขับรถท่องเที่ยวอย่าลืมนำรถไปตรวจสภาพรถ ป้องกันปัญหาเครื่องยนต์และอะไหล่ขัดข้องในระหว่างการเดินทาง เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

แลนด์มาร์กที่เที่ยวใกล้กรุงเทพที่น่าสนใจ

ช่วงเทศกาลและวันหยุดยาวอย่างช่วงปีใหม่แบบนี้ คนมักจะเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด แต่ก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มองหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ สถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ สักแห่งที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมาก ขับรถถึงในเวลาไม่นาน เพิ่มความผ่อนคลายในช่วงวันหยุด มีสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ดังนี้

  1. เมืองเก่าและโบราณสถาน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดไชยวัฒนาราม
พระปรางค์ในวัดไชยวัฒนารามสะท้อนความร่ำรวยทางสถาปัตยกรรมในอดีต

อยุธยาเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศไทย ที่นี่จึงมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย เหมาะแก่การมาไหว้พระทำบุญ วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะอยู่ใกล้กัน ขับรถไม่กี่นาทีก็แวะชมวัดได้หลายแห่ง โดยวัดที่ได้รับความนิยมและอยู่ใกล้กัน เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม

สภาพถนน:

ถนนที่เดินทางไปจังหวัดอยุธยามีสภาพค่อนข้างดี แต่ควรระวังหากเดินทางในช่วงเวลาฝนตกหนัก เพราะเป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมได้ง่าย มีถนนชำรุดจากน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ในช่วงเวลาอื่น ๆ ถนนไม่ค่อยพบปัญหา

  1. สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสวนสัตว์เปิดเขาเขียว
สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีสัตว์หลากหลายชนิดให้เที่ยวชม ภาพจากเฟซบุ๊ก สวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo

แลนด์มาร์กที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นสวนสัตว์ที่มีพื้นที่กว้างขวาง ทางสวนสัตว์อนุญาตให้ขับรถเที่ยวได้โดยไม่ต้องลงจากรถ ภายในสวนสัตว์จะมีโซนสัตว์จากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกมากกว่า 300 ชนิดให้เที่ยวชม และเหมาะกับเป็นที่เที่ยววันเด็กอีกด้วย

สภาพถนน:

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสามารถเดินทางมาจากเส้นบางนา – ตราด เพื่อเข้าสู่สวนสัตว์เขาเขียว ถนนบริเวณนี้จะมีการลาดยางอย่างดี พร้อมป้ายบอกทางชัดเจน ขับขี่สะดวก

  1. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น จังหวัดกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จากการดูแลของอุทยาน

สภาพถนน:

การเดินทางไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นจะเป็นทางลูกรังผสมกับทางลาดยาง เดินทางค่อนข้างลำบากในช่วงหน้าฝน แต่ในช่วงเวลาปกติ สามารถเดินทางได้สะดวก มีทางขรุขระเล็กน้อยที่ขับผ่านไปได้

  1. เขาแผงม้า จังหวัดนครราชสีมา

เขาแผงม้า
เขาแผงม้าเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ที่ธรรมชาติยังสมบูรณ์ ภาพจากเฟซบุ๊ก เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า Khao Phaeng Ma Non-Hunting Area

จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อหลายแห่ง สำหรับเขาแผงม้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เด่นในเรื่องจุดชมกระทิง และที่กางเต็นท์วิวสวย โดยเฉพาะวิวพระอาทิตย์ตก

สภาพถนน:

เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดธรรมชาติมาก เส้นทางจึงมีความขรุขระ ทางลูกรัง และถนนที่ไม่ได้ลาดยางอยู่เป็นระยะทางที่ยาวพอสมควร ควรเลือกยางรถยนต์ที่มีสมรรถนะขับขี่บนทางวิบากได้ดีในระดับหนึ่ง

  1. พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดนครปฐม

พระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อิงความเชื่อทางศาสนา พระปฐมเจดีย์ถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความงดงามตามแบบเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสีทอง ตั้งเด่นเป็นสง่า และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครปฐม

สภาพถนน:

จังหวัดนครปฐมมีความคล้ายกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตรงที่เป็นพื้นที่รับน้ำ หากมีฝนตกหนักอาจเกิดน้ำท่วมได้ ถนนบางจุดจึงมีหลุมบ่อบ้าง ควรใช้ความระมัดระวังในการขับขี่

การเดินทางด้วยรถส่วนตัวควรศึกษาเส้นทางให้ดี เปิด GPS ในขณะเดินทาง เพื่อป้องกันการหลงทาง นอกจากนั้นการศึกษาเส้นทางยังช่วยให้รู้สภาพถนน และระมัดระวังในการขับขี่ เพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรเลือกยางรถยนต์ที่เหมาะกับประเภทของรถยนต์ และการใช้งานบนท้องถนน หากกำลังมองหายางนุ่มเงียบ ขับขี่นุ่มสบาย ให้กับรถของคุณ แนะนำ NEXEN TIRE ยางรถยนต์สัญชาติเกาหลี ที่ได้รับรางวัลความพึงพอใจอันดับ 1 ของผู้ใช้เกาหลี ยาวนานถึง 12 ปีซ้อน และยังเป็นยางรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมลุยทุกสภาพถนน สามารถเลือกเปลี่ยนยาง Nexen ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยางได้ทางเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

วิธีล้างรถให้เงา สะอาดตั้งแต่หลังคายันยางรถยนต์ ไม่ง้อคาร์แคร์

ล้างรถยนต์

ล้างรถยนต์

ล้างรถเองถูกวิธีช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมถนอมสีลูกรักคันโปรด

สำหรับคนรักรถการที่รถคันโปรดสะอาดเอี่ยมอ่องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นส่วนภายในหรือภายนอกรถก็ตาม นับเป็นความสบายใจและภาคภูมิใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะในหมู่ของคนรักรถที่ชื่นชอบการล้างรถด้วยตัวเองที่บ้าน เพราะคุณสามารถใช้เวลาทำความสะอาดได้อย่างเต็มที่ และยังใส่ใจมองเห็นทุกจุดความสกปรกที่ต้องการล้างออก ซึ่งการล้างรถนั้นบอกได้เลยว่าเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และต้องเพิ่มความละเอียดอ่อนเข้าไปด้วยอีกนิด เพื่อเป็นการถนอมรถคันโปรดของคุณให้สะอาดเงาวับ แลดูเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา วันนี้ Nexen Thailand จึงมีเทคนิคดี ๆ เกี่ยวกับการล้างรถคันโปรดให้สะอาดเหมือนใหม่ทั้งคันด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องง้อการใช้บริการจากคาร์แคร์

เทคนิคเลือกอุปกรณ์ทำความสะอาดรถยนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

คู่รักใช้ฟองน้ำล้างรถ
แนะนำวิธีเลือกอุปกรณ์ทำความสะอาดรถ

ก่อนจะเข้าสู่เทคนิคการล้างรถด้วยตัวเองให้สะอาด เจ้าของรถทุกคนควรคำนึงถึงอุปกรณ์ล้างรถยนต์เป็นสำคัญ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับรถมากที่สุด และสำหรับใครที่ไม่เคยล้างรถเองเลยสักครั้ง อาจมีข้อสงสัยว่า การล้างรถเอง ใช้อะไรบ้าง ? ควรเลือกอย่างไรดี Nexen Thailand มีคำตอบมาฝากกัน

1. ถังน้ำใหญ่ 2 ถัง

เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและประหยัดแรง ก่อนเริ่มล้างรถควรเตรียมถังน้ำใหญ่แบบมีหูหิ้ว ที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายประมาณ 2 ถัง โดยแยกใส่น้ำเปล่าสำหรับล้างฟองน้ำและน้ำเปล่าที่ผสมน้ำยา/แชมพูล้างรถ

2. ฟองน้ำใหม่และผ้าสะอาด

สำหรับการล้างรถไม่ควรใช้ฟองน้ำเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วและมีคราบสกปรกฝังอยู่ เพราะอาจทำให้รถของคุณมีคราบได้ จึงควรใช้ฟองน้ำใหม่ และที่สำคัญผิวฟองน้ำจะต้องนุ่มไม่หยาบจนเกินไป เพื่อเป็นการถนอมสีรถไม่ให้เกิดรอยขูด รวมถึงการเลือกใช้ผ้าสำหรับเช็ดทำความสะอาด ควรเลือกเป็นผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าซามัวร์ผืนใหม่ที่มีเนื้อผ้านุ่ม และต้องเตรียมไว้อย่างน้อย 3 ผืน เพื่อเช็ดทำความสะอาดตัวรถ กระจก และล้อ

3. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถที่ตอบโจทย์การใช้งาน

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบและหลายสูตร ไม่ว่าจะเป็นแบบแชมพูหรือโฟม จึงควรเลือกให้เหมาะสมตรงตามความต้องการ หากต้องการผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดฝุ่นผงได้ทันที อาจเลือกเป็นน้ำยาที่มีสารเคลือบผิว น้ำยาสูตรพิเศษเพิ่มสารหล่อลื่น เช็ดฝุ่นออกได้ง่าย ลดการเกิดรอยขีดข่วนขณะเช็ดทำความสะอาด หรือหากต้องการให้รถเงางาม อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคลือบรถ จะช่วยทำให้สีรถคู่ใจของคุณเงาวับมากกว่าที่เคย ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาล้างจาน แชมพูสระผม หรือผงซักฟอกในการล้างรถ เพราะอาจทำให้สีรถคันโปรดเสื่อมสภาพได้ไวยิ่งขึ้น

4. สายยางล้างรถต้องมีความยาวพอดี

สายยางล้างรถที่สั้นเกินไปอาจทำให้ล้างไม่สะอาด อาจหลงเหลือคราบน้ำยาและคราบสกปรกที่น้ำชะล้างไม่ถึง จึงควรเลือกสายยางล้างรถที่มีความยาวพอดี ให้คุณลากสายล้างทำความสะอาดรถได้รอบคัน อีกทั้งไม่ควรเลือกสายยางอ่อนที่เสี่ยงต่อการพับงอ อาจทำให้เมื่อลากสายยางแล้วสายอาจจะพับทำให้น้ำไม่ไหลได้

5. แปรงขัดล้อเข้าถึงทุกซอกมุม

การล้างยางรถยนต์ด้วยน้ำเปล่าและใช้สายยางฉีดน้ำอย่างเดียว อาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ควรมีติดบ้าน เพื่อเช็ดทำความสะอาดยางรถยนต์และล้อแม็กให้ใหม่เอี่ยมอ่องอย่าง แปรงขัดล้อสำหรับขัดยางรถยนต์ จึงจำเป็นอย่างมากในการใช้ทั้งปัด เช็ด และถูคราบต่าง ๆ ที่ฝังแน่นอยู่บริเวณยางรถยนต์

วิธีล้างรถให้สะอาดหมดจดด้วยตนเอง แบบไม่ต้องง้อคาร์แคร์

เช็ดทำความล้างรถ
วิธีล้างรถให้สะอาดหมดจดด้วยตนเอง

1. จอดรถในร่มหลีกเลี่ยงแสงแดด

หากคุณสะดวกล้างรถในช่วงเวลาที่มีแสงแดดร้อน เนื่องจากผิวตัวรถจะร้อนมากจนทำให้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่คุณเช็ดถูไปเหือดแห้งได้ไว จนก่อเกิดเป็นคราบด่างไม่น่ามอง ขอแนะนำให้ถอยรถเข้าบ้านเพียงครึ่งคัน ให้มีพื้นที่ลาดเอียงสำหรับให้น้ำล้างรถไหลลงท่อได้ หรือหากไม่สะดวกถอยรถเข้าบ้านเพื่อล้างรถ แนะนำให้เลือกล้างรถในช่วงเย็นที่อากาศไม่ร้อนมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนล้างรถควรเช็กสภาพอากาศให้ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพราะหากคุณลงทุนลงแรงล้างรถไปแล้ว ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาพอดี อาจทำให้ต้องเสียเวลาทำความใหม่อีกครั้ง

2. เตรียมอุปกรณ์ครบครันวางใกล้มือ

การล้างรถแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงกาย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เหนื่อยจนเกินไปควรเตรียมอุปกรณ์ล้างรถทั้งหมดให้พร้อมที่หน้าบ้าน เพื่อลดการเดินเข้าเดินออกหลายรอบกับการเข้าไปหยิบอุปกรณ์ในบ้าน ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมอย่างถังน้ำ ฟองน้ำ และผ้าเช็ดรถ ควรเตรียมไว้มากกว่า 1 ชุดเสมอ เพราะการเช็ดทำความสะอาดในแต่ละจุดทั้งตัวรถ กระจก ไฟหน้าไฟท้าย รวมถึงล้อรถ ไม่ควรใช้อุปกรณ์เดียวกันที่เสี่ยงต่อการเกิดรอยขูดขีดจากฝุ่นที่ติดอยู่

3. ฉีดน้ำเปล่าทำความสะอาดก่อนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

หลังจากเตรียมอุปกรณ์ครบแล้ว ให้เริ่มจากการฉีดสายยางทำความสะอาดคราบสกปรกตั้งแต่หลังคารถไล่ลงมาจนถึงซุ้มล้อ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก มูลนก ฝุ่น เศษดิน เศษทราย คราบโคลน และคราบน้ำมันต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้รถเกินรอยขูดขีดเมื่อพร้อมใช้ฟองน้ำหรือผ้าเช็ดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถ

ล้างยางรถยนต์
ล้างยางรถยนต์ให้สะอาดก่อนเริ่มต้นล้างตัวรถ

4. เริ่มต้นด้วยการล้างยางรถยนต์

เนื่องจากบริเวณยางรถยนต์และซุ้มล้อเป็นจุดที่มีคราบสกปรกฝังแน่นอยู่มาก ดังนั้นเพื่อไม่ให้คุณต้องเสียเวลาล้างรถซ้ำ ๆ จากสิ่กสกปรกต่าง ๆ ใต้ล้อ ที่อาจกระเด็นเปรอะตัวรถหลังจากคุณล้างรถไปแล้ว จึงควรเริ่มล้างรถจากส่วนล้อให้สะอาดก่อน ด้วยการใช้แปรงขัดยางรถยนต์แบบมีด้ามจับ ขัดทำความสะอาดหน้ายาง ซุ้มล้อ ซี่ล้อแม็กให้สะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ไม่ควรขัดด้วยความแรง เพราะอาจส่งผลให้ยางเสื่อมสภาพได้ไว รวมถึงล้อแม็กหากขัดแรงอาจทำให้เกิดรอยขูดขีดไม่สวยงามที่สำคัญไม่ควรใช้น้ำยาล้างจาน หรือผงซักฟอกในการทำความสะอาด และเมื่อล้างยางรถยนต์เรียบร้อยแล้วยังไม่ต้องลงน้ำยาเคลือบแม็กหรือล้อ ให้เก็บไว้ทำในขั้นตอนสุดท้ายหลังจากล้างรถเสร็จสิ้น

5. ล้างห้องเครื่องอย่างถูกวิธี

ขั้นแรกการล้างห้องเครื่องต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เครื่องยนต์ต่าง ๆ มีทั้งชิ้นส่วนที่โดนน้ำได้และโดนน้ำไม่ได้ ดังนั้นก่อนเริ่มล้างเครื่องยนต์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ Wrap คลุมทับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่โดนน้ำไม่ได้เอาไว้ และขั้นตอนการฉีดน้ำต้องไม่ฉีดน้ำแรงจนอาจกระเด็นโดนชิ้นส่วนที่โดนน้ำไม่ได้ แนะนำว่าควรใช้ฟองน้ำผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถ แล้วค่อย ๆ ไล่เช็ดทำความสะอาดไปทีละจุด หรือหากมีจุดที่มีคราบฝังแน่นอาจใช้แปรงซี่เล็ก ๆ ในการขัดถูเบา ๆ

6. ล้างทำความสะอาดรถด้วยความพิถีพิถัน

หลังจากฉีดน้ำเปล่าไล่คราบสกปรกออกแล้ว ให้ผสมน้ำเปล่าและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ถังน้ำอีกถัง แล้วนำฟองน้ำเนื้อนุ่มไปชุบน้ำในถังที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงไล่เช็ดถูคราบสกปรกฝังแน่นต่าง ๆ อย่างเบามือ แนะนำว่าหากเป็นคราบสกปรกเนื้อแข็งที่อาจติดไปกับฟองน้ำ ควรล้างทำความสะอาดฟองน้ำให้เกลี้ยง แล้วนำไปชุบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้รถเกิดรอยขูดขีด เมื่อล้างทำความสะอาดทุกจุดจนสะอาดเอี่ยมอ่องแล้ว ให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าซามัวร์ที่แห้งเช็ดทำความสะอาดรถให้แห้ง ห้ามปล่อยให้รถแห้งเองเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เกิดเป็นคราบด่างปรากฏอยู่บนตัวรถ

7. เช็ดทำความสะอาดซอกมุมนอกรถให้สะอาด

การล้างรถอย่างพิถีพิถันนั้นหมายรวมถึงการเช็ดทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด จึงไม่ควรละเลยบริเวณซอกมุมต่าง ๆ อาทิ ที่ปัดน้ำฝน รางที่ปัดน้ำฝนหน้ารถ ขอบประตู ขอบกระจก วงกบต่าง ๆ ให้นำผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าซามัวร์ไปชุบน้ำหมาด ๆ จะผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถหรือไม่ก็ได้ จากนั้นให้นำมาเช็ดบริเวณดังกล่าว และนำผ้าแห้งผืนใหม่มาเช็ดซ้ำอีกรอบจนแห้งสนิท

8. ดูดฝุ่นทำความสะอาดเบาะรถให้ถูกประเภท

เบาะรถยนต์ของรถแต่ละรุ่นนั้นมีความแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนังแท้ เบาะหนังเทียม หรือเบาะผ้า เพื่อเป็นการขจัดคราบฝุ่นและลดความเหม็นอับของรถ สำหรับเบาะหนังควรใช้ผ้าสะอาดเนื้อนุ่มชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว และอาจปิดท้ายด้วยการใช้น้ำยาเคลือบเบาะหนัง ทาเคลือบเพื่อให้เบาะดูเงาวับเหมือนใหม่ ส่วนเบาะผ้าควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดทำความสะอาดฝุ่นผงตามร่องเบาะให้สะอาด หรือหากมีคราบสกปรกฝังแน่น ให้นำผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำบิดหมาด ๆ มาเช็ดถูคราบออกได้

9. ทำความสะอาดฝุ่นบริเวณคอนโซลรถด้วยผ้าสะอาด

บริเวณคอนโซลด้านหน้ารถเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีคราบสกปรกฝังแน่น รวมถึงมีฝุ่นละอองสะสมอยู่จำนวนมาก วิธีทำความสะอาดคือการใช้ผ้าเนื้อนุ่ม อาทิ ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือ ผ้าซามัวร์ นำไปชุบน้ำสะอาดและบิดหมาด ๆ จากนั้นนำมาเช็ดทำความสะอาดให้ทั่วบริเวณ ส่วนบริเวณจุดที่เป็นซอกเล็ก ๆ อาทิ ช่องใส่แก้ว ร่องปุ่มต่าง ๆ ช่องแอร์ ควรใช้คอตตอนบัตทำความสะอาด โดยเลือกเป็นคอตตอนบัตก้านใหญ่สำหรับเช็ดทำความสะอาดช่องแอร์และที่เก็บน้ำ ส่วนร่องปุ่มควบคุมต่าง ๆ อาจเลือกใช้เป็นคอตตอนบัตก้านเล็ก หรือนำสำลีมาพันปลายไม้จิ้มฟัน สามารถใช้ทำความสะอาดได้ดี

10. แผ่นยางปูพื้นรถควรแยกทำความสะอาด

เมื่อเริ่มขยับมาทำความสะอาดบริเวณด้านในรถ ควรแยกแผ่นยางปูพื้นรถออกมาทำความสะอาดด้านนอกรถ หากพื้นยางมีคราบเปียกให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบนั้นออกจนแผ่นยางแห้งสนิท จากนั้นจึงใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดคราบสกปรกต่าง ๆ ออก อาทิ เศษหิน ดิน ทราย และเม็ดกรวดเล็ก ๆ แต่หากดูดฝุ่นทำความสะอาดไม่หมด แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดหรือผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถบิดหมาด ๆ แล้วนำไปเช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกรอบทีละจุด จากนั้นให้นำแผ่นยางปูพื้นรถไปตากแดดเพื่อไล่กลิ่นอับจากคราบสกปรกสะสม

11. เคลือบรถยนต์ให้ทั่วคันเป็นอันเสร็จสิ้น

หลังจากเช็ดทำความสะอาดรถจนแห้งสนิทแล้ว ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์ หรือ น้ำยาเคลือบเงารถเช็ดให้ทั่ว เพื่อเพิ่มความเงางามให้กับตัวรถ และอย่าลืมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบยางรถยนต์ หรือ น้ำยาเคลือบยางดำ มาทาให้ทั่วยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อ จะช่วยเคลือบสียางรถยนต์ให้ดำสนิท ให้รถคันโปรดของคุณดูโดดเด่นเหมือนใหม่ขึ้นอย่างแน่นอน

คู่รักล้างรถและเช็กสภาพรถ
ล้างรถด้วยตนเองเป็นการเช็กสภาพรถไปในตัว

การล้างรถด้วยตนเองนอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ กับความสะอาดที่คุณลงมือจัดการเองอย่างพิถีพิถันแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณได้มีเวลาตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นเองอีกด้วย เพราะการล้างรถเองจะทำให้คุณได้เห็นสภาพของรถรอบคันตั้งแต่ส่วนหลังคาที่คุณอาจไม่ได้ใส่ใจ ไปจนถึงส่วนยางรถยนต์ที่คุณอาจไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอ ซึ่งหากยางรถยนต์ของคุณเริ่มมีสัญญาณเตือนไม่ว่าจะเป็นยางบวมปูด ดอกยางสึกหรอ พบรอยรั่วเป็นแผลใหญ่ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สามารถปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ Nexen Tire Thailand Facebook Inbox : m.me/NEXENTH หรือหากมีแพลนจะเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ให้ได้สมรรถนะขับขี่ที่เต็มประสิทธิภาพกว่าเดิม สามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพดี ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ได้ที่ Nexen Thailand

Posted on Leave a comment

ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน มีอะไรบ้าง? เช็กก่อนใช้ในยุคน้ำมันแพง

เติมน้ำมัน

เติมน้ำมัน

แค่เลือกยางรถยนต์ให้ถูกก็ประหยัดน้ำมันได้จริง

การใช้รถยนต์มีค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนึงถึง ทั้งค่าภาษีรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง และค่าน้ำมัน เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายจึงมีการออกแบบยางรถยนต์ที่ช่วยในการประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับเป็นตัวเลือกในยุคน้ำมันแพงเช่นในปัจจุบัน

รู้จักยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน

ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันเป็นยางรถยนต์ที่ออกแบบมาให้กินพลังงานเชื้อเพลิงขณะรถขับเคลื่อนน้อยลง เกิดจากการผลิตยางโดยใช้ซิลิกา (Silica) เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการสึกหรอของยาง

คุณสมบัติของยางประหยัดน้ำมัน

  • ดอกยางของยางประหยัดน้ำมันออกแบบมาให้ลดแรงต้านการหมุนของล้อ
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • ซิลิกาในยางจะช่วยลดการเสียรูปของยาง เพิ่มความทนทานให้ยางมากขึ้น

ข้อจำกัดของยางประหยัดน้ำมัน

  • การยึดเกาะถนนไม่ดีเท่ายางรุ่นอื่น ๆ
  • ไม่เหมาะกับรถที่ขับเร็ว และรถที่วิ่งบนถนนขรุขระ

เทคโนโลยีการผลิตยางช่วยให้มียางประหยัดน้ำมันเกิดขึ้นมา เป็นตัวเลือกของคนที่ใช้งานรถไม่หนัก และต้องการประหยัดน้ำมันในขณะขับขี่

การเลือกยางรถยนต์ประหยัดน้ำมัน

รถวิ่งบนถนน
ยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันเหมาะสำหรับการขับในเมือง

เมื่อพูดถึงยางประหยัดน้ำมัน หลายคนจะนึกถึงยางนุ่มเงียบ เพราะยางประหยัดน้ำมันกับยางนุ่มเงียบเป็นยางรถยนต์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ยางนุ่มเงียบจะยึดเกาะถนนได้ดีกว่ายางประหยัดน้ำมัน แต่ยางทั้ง 2 ประเภทนั้นก็ยังยึดเกาะถนนได้ไม่ดีเท่ายางสปอร์ต ยางนุ่มเงียบกับยางประหยัดน้ำมันจึงเป็นยางคนละประเภท การเลือกซื้อยางประหยัดน้ำมันมีวิธีการ ดังนี้

  • มองหายางรุ่นที่ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง หรือยางประหยัดน้ำมันที่จำหน่ายอยู่ภายในร้าน
  • เปรียบเทียบคุณสมบัติและราคาของยางประหยัดน้ำมัน เลือกรุ่นที่เหมาะกับตนเอง หรือรุ่นที่มีความน่าเชื่อถือ ทาง Nexen มียางประหยัดน้ำมันที่น่าสนใจอย่าง Nexen รุ่น N Blue HD Plus ที่เหมาะในการใช้งานกับรถยนต์ส่วนบุคคล ยึดเกาะถนนได้ดีทั้งพื้นถนนเปียกและถนนแห้ง
  • ตรวจสภาพยางเบื้องต้นก่อนตัดสินใจซื้อ และตรวจสอบอายุของยาง ควบคู่ไปกับการตรวจสภาพยางเบื้องต้นด้วย

ยางประหยัดน้ำมันเป็นทางเลือกของการประหยัดน้ำมัน แต่ก็ควรพิจารณาการใช้งานประกอบด้วย หากไม่เคยใช้ยางประหยัดน้ำมันมาก่อน ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อความมั่นใจก่อนตัดสินใจเปลี่ยน

วิธีการประหยัดน้ำมันของรถยนต์

แม้ในปัจจุบันจะมียางประหยัดน้ำมัน แต่ยางรถยนต์ที่ใช้อยู่ทั่วไปก็ไม่ใช่ยางกินน้ำมัน หากมีการใช้รถอย่างถูกวิธีก็จะช่วยประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน โดยมีวิธีการดังนี้

  • ตรวจสภาพเครื่องยนต์เป็นประจำเมื่อครบกำหนดเวลา เพราะเครื่องยนต์บางชิ้นที่เก่าอาจทำงานหนักขึ้น และกินพลังงานเชื้อเพลิงมากขึ้นหากไม่รีบเปลี่ยน
  • เติมลมยางอยู่เสมอ เพื่อลดการเสียดทานของยางกับพื้นถนน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเปลืองน้ำมัน
  • ลดการบรรทุกของหนัก เพราะของที่หนักเกินไปจะเพิ่มการทำงานของเครื่องยนต์ ส่งผลให้รถกินน้ำมันมากขึ้น
  • ขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยลดการเผาไหม้ของพลังงานเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี
  • ไม่จอดรถกลางแดดหรือพื้นที่ที่ร้อนจัด เพราะจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น ส่งผลต่อการเผาไหม้ของพลังงานเชื้อเพลิงด้วย
  • หลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกบ่อย ๆ เนื่องจากการเบรกจะส่งผลกับการใช้น้ำมันด้วย รวมถึงควรหลีกเลี่ยงทางที่รถติด เพราะจะเปลืองน้ำมันมากกว่าจากการต้องเหยียบเบรกบ่อยขึ้น
  • ใช้เส้นทางลัด หรือทางที่ใกล้ที่สุด เพราะการเดินทางไกลจะเพิ่มการใช้น้ำมันในขณะขับขี่

ก่อนการซื้อยางประหยัดน้ำมันควรเปรียบเทียบยางรถยนต์แต่ละรุ่นก่อน เพื่อหายางรถยนต์ที่เหมาะกับการขับขี่ของตนเองมากที่สุด เพราะยางประหยัดน้ำมันก็มีข้อจำกัดในการขับขี่เช่นกัน ทั้งเรื่องความเร็วและถนนที่เหมาะกับการใช้งานยางรถยนต์ การเลือกยางให้เหมาะกับการใช้งานจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนได้ดีกว่า และที่ Nexen ก็ผลิตยางคุณภาพออกมาหลากหลายรุ่น สำหรับการใช้งานที่ครอบคลุม เชื่อใจได้ด้วยประสบการณ์การผลิตยางมากกว่า 80 ปี และได้รับความพึงพอใจอันดับ 1 ในประเทศเกาหลีใต้ ติดต่อเน็กเซ็นได้ทางเว็บไซต์ Nexen Thailand และเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

แจกพิกัด เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี เดินทางปลอดภัยหายห่วง

เปลี่ยนถุงลมนิรภัย

เปลี่ยนถุงลมนิรภัย

เช็กรถก่อนเดินทาง ถุงลมนิรภัยที่มีปัญหาเปลี่ยนได้ ฟรี !

ใกล้เข้ามาแล้วกับช่วงเวลาแห่งเทศกาลที่หลายคนรอคอย ฉลองปีใหม่ 2566 วันหยุดยาวส่งท้ายปีนี้ด้วยการจัดทริปขับรถเที่ยวปีใหม่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว แก๊งเพื่อน และคนรู้ใจ แต่ก่อนเดินทางไกลทุกครั้งไม่ว่าจะขึ้นเหนือหรือล่องใต้ เพื่อความปลอดภัยตลอดการขับขี่ให้คุณถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ควรตรวจเช็กสภาพรถก่อนการเดินทางทุกครั้ง ซึ่งช่วงนี้ศูนย์บริการรถยนต์ทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง เปิดให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดเดือนธันวาคม 2565 เฉพาะศูนย์บริการที่มีป้ายโครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” เท่านั้น เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทยขับขี่ปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งนอกจากจะมีบริการตรวจสภาพรถฟรีแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งบริการดี ๆ ที่คุณไม่ควรมองข้าม นั่นคือ บริการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี สำหรับถุงลมนิรภัยที่มีปัญหาของรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งในวันนี้ NEXEN TIRE ขอมาปักพิกัดสถานที่เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี อุปกรณ์ที่หลายคนมองข้าม แต่ทว่าในยามฉุกเฉินกลับเป็นผู้ช่วยชีวิตคนสำคัญ ที่ช่วยลดการบาดเจ็บและอัตราการเสียชีวิตได้ดี หากอยากรู้แล้วว่ามีพิกัดเปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรีได้ที่ไหนบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้

ทำความรู้จัก “ถุงลมนิรภัย” ตัวช่วยเซฟตี้ยามฉุกเฉิน

ถุงลมนิรภัยและรถเกิดอุบัติเหตุ
หน้าที่ของอุปกรณ์เซฟตี้ถุงลมนิรภัย

ถุงลมนิรภัย (Air Bag) คือ อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยประจำยานพาหนะ ทำหน้าที่เซฟตี้ร่างกายของผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งข้างคนขับ ไม่ให้อัดกระแทกเข้ากับบริเวณพวงมาลัยและกระจก ช่วยป้องกันไม่ให้ใบหน้าและศีรษะของผู้ขับขี่กระแทกกับพวงมาลัย เพราะทันทีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนถุงลมนิรภัยจะทำหน้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ยุบตัวลงตามกลไกการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ถุงลมนิรภัยอัดกับผู้โดยสารนานเกินไป รวมถึงยังทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัย ช่วยไม่ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารกระเด็นออกจากตัวรถ ดังนั้นผู้ใช้รถทุกคนควรนำรถไปเช็กสภาพถุงลมนิรภัยเมื่อถึงเวลากำหนด เพื่อให้ถุงลมนิรภัยอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานเสมอ

ซึ่งถุงลมนิรภัยของรถยนต์แต่ละรุ่นจะติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันไป กระจายการติดตั้งอยู่ที่ 2-6 ตำแหน่งของตัวรถ ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันของรถยนต์แต่ละรุ่น สามารถตรวจสอบได้จากคู่มือการใช้รถ หรือ สอบถามจากทางศูนย์บริการค่ายรถยนต์ โดยแต่ละตำแหน่งก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

1. ถุงลมด้านหน้า (Front Airbag)

ติดตั้งบริเวณโครงด้านหน้าขวาและซ้ายของด้านในตัวรถ ช่วยป้องกันคนขับรถและผู้โดยสารนั่งข้างคนขับ

2. ถุงลมด้านข้าง (Side Airbag)

ติดตั้งบริเวณแผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่ง ป้องกันการกระแทกตรงส่วนลำตัวและส่วนช่วงล่างของร่างกาย

3. ม่านถุงลม (Curtain Airbag)

ทำหน้าที่ป้องกันการชนและกระแทกจากด้านข้างของตัวรถ ป้องกันใบหน้าและศีรษะไม่ให้รับแรงกระแทก

4. ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag)

ติดตั้งบริเวณใต้คอนโซลด้านหน้าผู้ขับขี่บริเวณหัวเข่า ช่วยป้องกันขาและหัวเข่าไม่ให้กระแทกกับคอนโซล

5. ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag)

ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงบริเวณเท้าที่กระแทกกับพื้น ผนังกั้นระหว่างห้องโดยสาร และห้องเครื่องให้เบาลง แต่ถุงลมนิรภัยประเภทนี้ปัจจุบันจะไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว

เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรีได้ที่ไหน ? มีเงื่อนไขการเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

จากข้อมูลข้างต้นนี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “ถุงลมนิรภัย” มีความสำคัญต่อชีวิตขณะขับขี่บนท้องถนนมากขนาดไหน ทั้งช่วยลดความรุนแรง ลดการบาดเจ็บ และลดการสูญเสีย แต่ทว่าสำหรับรถยนต์บางรุ่นนั้นอาจมีถุงลมนิรภัยที่เป็นอันตรายต่อชีวิตอยู่ หากมีโอกาสไปตรวจสภาพรถและทราบว่าถุงลมนิรภัยของคุณเป็น “ถุงลมนิรภัยทาคาตะ” อย่ารั้งรอให้เสียเวลา ควรรีบไปเปลี่ยนถุงลมนิรภัยทันที เนื่องจากชุดถุงลมเสริมความปลอดภัยทาคาตะที่ใช้ในรถคุณ อาจมีชิ้นส่วนที่ไม่ได้รับมาตรฐาน และส่งผลให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งในขณะนี้เปิดให้เปลี่ยนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดเงื่อนไข ดังนี้

เช็กรุ่นรถจาก 8 ค่ายรถยนต์ เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี

เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี
8 ค่ายรถได้รับสิทธิ์เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี ขอบคุณภาพจาก checkairbag

1. BMW

  • BMW 1 Series ปี 2008 – 2016
  • BMW 2 Series ปี 2013 – 2015
  • BMW 3 Series ปี 1998 – 2017
  • BMW 4 Series ปี 2013 – 2017
  • BMW 5 Series ปี 2000 – 2017
  • BMW 6 Series ปี 2012 – 2013
  • BMW x1 ปี 2010 – 2017
  • BMW x3 ปี 2005 – 2016
  • BMW x4 ปี 2016 – 2017
  • BMW x5 ปี 2000 – 2018
  • BMW x6 ปี 2008 – 2016
  • BMW M2 ปี 2015 – 2017
  • BMW M3 ปี 2015
  • BMW M4 ปี 2016 – 2017

2. Honda

  • Accord ปี 1998 – 2000 / 2003 – 2012
  • City ปี 1999 / 2003 – 2013
  • Civic ปี 2001 – 2014
  • CR-V ปี 1998 – 2000 / 2002 – 2011 / 2013
  • Jazz ปี 2004 – 2006 / 2009 – 2013
  • Freed ปี 2009 – 2013
  • Brio ปี 2012 – 2014
  • Stream ปี 2002 – 2004
  • ODYSSEY ปี 2004 – 2006
  • Amaze ปี 2014

3. Nissan

  • March ปี 2010 – 2011
  • Navara ปี 2007 – 2014
  • Tida ปี 2006 – 2012
  • Sunny Neo ปี 2000 – 2006
  • Teana ปี 2004 – 2008
  • Cefrio ปี 2002
  • Almera ปี 2011
  • X-Trail ปี 2004 – 2005

4. Toyota

  • Altis ปี 2001 – 2013
  • Vios ปี 2003 – 2004 / 2007 – 2013
  • Yaris ปี 2006 – 2013
  • Camry ปี 2001 – 2006
  • Alphard ปี 2008 – 2014
  • Lexus IS ปี 2006 – 2012
  • Lexus RX ปี 2015 – 2016

5. Mitsubishi

  • Triton ปี 2005 – 2014
  • Lancerปี  2006
  • Delica Space Wagon ปี 2015
  • Pajero ปี 2008 – 2009

6. Mazda

  • Mazda2 ปี 2009 – 2014
  • BT-50 ปี 2004 – 2009
  • CX-9 ปี 2009 – 2012
  • RX-8 ปี 2003 – 2006
  • Mazda6 ปี 2006

7. Ford

  • Ranger ปี 1998 – 2000 / 2004 – 2014
  • Everest ปี 2004 – 2014

8. Chevrolet

  • Cruze ปี 2011 – 2015
  • Sonic ปี 2013 – 2014
  • Suburban ปี 2007 – 2008
  • Tahoe ปี 2013

ปักพิกัด สถานที่เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

  • ผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ
  • ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ
  • ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ
  • ศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ
  • ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสันอย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ
  • ศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ
  • ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ด ทั่วประเทศ
  • ศูนย์บริการมาตรฐานจากเชฟโรเลต ทั่วประเทศ (แม้ปัจจุบันเชฟโรเลตจะยุติการวางจำหน่ายรถใหม่ไปแล้วก็ตาม แต่สามารถติดต่อเปลี่ยนถุงลมนิรภัยผ่านทาง เครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐานที่มีอยู่ 85 แห่งทั่วประเทศ)

หรือหากไม่มั่นใจในรุ่นปีของรถยนต์สามารถเข้าไปเช็กได้ผ่านทางเว็บไซต์ www.checkairbag.com โดยต้องเตรียมจด “หมายเลขตัวถังรถยนต์” 17 หลัก เพื่อตรวจสอบว่ารถของคุณได้รับสิทธิ์เปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรีหรือไม่ โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์สามารถติดต่อกรมการขนส่งทางบก หรือ ศูนย์บริการค่ายรถยนต์ของคุณ เพื่อสอบถามข้อมูลและทำการนัดหมายล่วงหน้า ผ่านหมายเลข Call Center ดังนี้

  1. กรมการขนส่งทางบก โทร. 1584
  2. บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-305-8888
  3. บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-341-7777
  4. บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-030-5666
  5. บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-079-9500
  6. บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-401-9600 (เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล) หรือ โทร. 1-800-900-500 (โทรฟรีสำหรับต่างจังหวัด เฉพาะโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน)
  7. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โทร. 02-386-2000
  8. บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 1383 หรือ โทร. 1-800-225-449 (โทรฟรีสำหรับต่างจังหวัด)
  9. บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 1734

เปลี่ยนถุงลมนิรภัยนานไหม ? ใช้เวลาเปลี่ยนกี่วัน

เป็นที่แน่นอนว่าหากได้นำรถเข้าศูนย์บริการแล้ว ไม่ว่าจะซ่อมบำรุงเล็กน้อยหรือซ่อมบำรุงชุดใหญ่ ผู้ใช้รถเป็นประจำทุกวันจะกลายเป็นผู้ที่ไร้ยานพาหนะชั่วคราวทันที แต่การเปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรีตามศูนย์บริการค่ายรถยนต์ต่าง ๆ นั้นใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด อาจเปลี่ยนเสร็จสิ้นภายใน 1-2 ชั่วโมง หากมีการนัดวันและเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ก่อนเข้ารับบริการ กรณีนี้สำหรับศูนย์บริการที่มีอะไหล่พร้อมเปลี่ยนทุกรุ่นทันที แต่หากเป็นกรณีศูนย์บริการไม่มีอะไหล่เปลี่ยนให้ และจำเป็นต้องสั่งอะไหล่เพิ่มเติม จะใช้เวลาเปลี่ยนถุงลมนิรภัยใหม่ 1-2 ชั่วโมงเช่นกัน ทว่าอาจต้องใช้เวลารออะไหล่นานถึง 3 วันหรือมากกว่านั้น
ดังนั้นขอแนะนำให้โทรสอบถามข้อมูลให้ดีและจองคิวล่วงหน้าเสียก่อน ที่สำคัญไม่ควรวางแผนอย่างกระชั้นชิด อย่างน้อยควรนำรถไปตรวจสภาพและเปลี่ยนถุงลมนิรภัยล่วงหน้าก่อนทริปเที่ยวเริ่มประมาณ 1-2 สัปดาห์ เผื่อต้องใช้เวลารอนาน และจะได้ไม่พลาดโอกาสจัดทริปขับรถเที่ยวอีกด้วย

นักท่องเที่ยวและรถยนต์
ตรวจเช็กสภาพรถเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงเสมอขณะใช้รถใช้ถนน อีกทั้งการตรวจสภาพรถยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบเบรก น้ำมันเครื่อง ระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้ารถ ไฟท้าย ที่ปัดน้ำฝน ระบบเซฟตี้ต่าง ๆ อาทิ สายคาดเบลท์และถุงลมนิรภัย รวมถึงยางรถยนต์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย หากยางรถยนต์ไม่อยู่ในสภาพพร้อมลุยทั้ง ยางบวม ยางรั่ว ยางซึม ยางสึกหรอ ไม่ควรฝืนใช้งานต่อไป แม้จะเปลี่ยนถุงลมนิรภัยใหม่ให้พร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยแล้ว แต่การไม่ได้ใช้เลยคงจะดีกว่า ฉะนั้นแล้วควรเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่เมื่อครบกำหนดหรือยางเสื่อมสภาพ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต สามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพสูง พร้อมสัมผัสความนุ่มเงียบสุดฟินระดับพรีเมียม ได้ที่ NEXEN TIRE พร้อมปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ NEXEN THAILAND และ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

ยางรถยนต์ค้างปีปลอดภัยไหม พร้อมวิธีเช็คอายุยางรถยนต์

ยางรถยนต์

จริงหรือไม่? วันที่ผลิตยางไม่มีผลต่อการใช้งาน

อย่างที่ทราบกันดีว่ายางรถยนต์ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและช่วยเพิ่มสมรรถนะในการวิ่งของรถยนต์ รวมถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ดังนั้นก่อนใช้รถควรตรวจสอบยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ เนื่องจากยางรถยนต์มีการสัมผัสพื้นผิวถนนอยู่ตลอดเวลา หากสภาพยางรถยนต์ไม่ดีอาจส่งผลต่อการขับขี่จนทำให้เกิดอันตรายได้ โดยปกติยางรถยนต์มีอายุการใช้งาน 5 ปี เมื่อครบตามกำหนดผู้ใช้รถสามารถเปลี่ยนได้ทันที หรืออาจตรวจเช็กจากวันที่ผลิตบริเวณแก้มยางรถยนต์

เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ เชื่อว่าผู้ใช้รถหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ยางรถยนต์ค้างปี หรือยางลดล้างสต็อก เหมาะสมที่จะนำมาใช้งานหรือไม่ และยังมีคุณภาพเท่ากับยางใหม่หรือเปล่า วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยางรถยนต์ค้างปีมาฝาก พร้อมวิธีเช็กอายุยางรถยนต์เบื้องต้น เพื่อให้ผู้ขับขี่ทุกท่านได้ยางรถยนต์ที่ดี

ทำความรู้จักหน้าที่หลักยางรถยนต์ ช่วยให้คุณขับขี่ปลอดภัย

  • ยางรถยนต์ช่วยรับน้ำหนักรถและน้ำหนักบรรทุก โดยรถยนต์ 1 คัน เทียบเท่ากับคนประมาณ 32 คน ตัวยางรถยนต์จะทำงานร่วมกับแรงดันลมในยาง ซึ่งเป็นตัวช่วยในการรับน้ำหนักรถและน้ำหนักที่ผู้ขับขี่บรรทุกสิ่งของ
  • ช่วยลดแรงกระแทกและการสั่นสะเทือนจากพื้นถนนในขณะขับขี่ ยางรถยนต์ที่มีลมยางเหมาะสมจะทำหน้าที่เหมือนสปริงช่วยลดแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน
  • ยางรถยนต์เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนทิศทางการขับขี่ เมื่อผู้ขับหมุนพวงมาลัยให้เลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวาจะทำให้ยางล้อหน้าหมุนเพื่อเปลี่ยนทางให้กับรถของคุณด้วย
  • ยางรถยนต์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนและหยุดรถ โดยยางรถยนต์จะถ่ายทอดพลังการขับเคลื่อนให้รถสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และช่วยในการหยุดรถชะลอรถขณะขับขี่

ยางรถยนต์ค้างปีคืออะไร? ทำไมราคาถูก

ยางรถยนต์ค้างปี
ยางรถยนต์ค้างปีคืออะไร

 

ยางรถยนต์ค้างปี หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ยางปีเก่า เป็นยางรถยนต์ค้างสต็อกที่มีอายุวันผลิตยางผ่านมาหลายปี ยางรถยนต์เหล่านี้มักถูกร้านค้านำมาลดราคาพิเศษ เมื่อผู้ใช้งานรถยนต์พบเห็นมักเข้าใจว่ายางค้างปีจะต้องเป็นยางที่มีตำหนิหรือยางที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งในความจริงแล้วยางค้างปีมีคุณภาพเท่ากับยางใหม่ทุกประการ เพียงต่างกันแค่ตัวเลขปีผลิตเท่านั้น จึงจำเป็นต้องทำการลดราคาเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น

ยางรถยนต์ค้างปีปลอดภัยไหม? เรื่องที่ผู้ใช้รถไม่ควรมองข้าม

ผู้ใช้รถส่วนใหญ่มักมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ วันผลิตยาง และคิดว่าวันผลิตยางยิ่งใหม่ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกซื้อยางรถยนต์ควรเลือกยางที่มีขนาดถูกต้อง เหมาะกับประเภทของรถ และควรใส่ใจการดูแลรักษายางเป็นที่สุด

เพราะเหตุนี้จึงทำให้มีการนำยางรถยนต์ค้างปีมาทดสอบและศึกษาวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐบาล และบริษัทชั้นนำต่างประเทศ ซึ่งมีการทดสอบคุณภาพยางรถยนต์ทั้งหมด 4 วิธี ดังนี้

  1. การทดสอบระยะเบรก
  2. การขับขี่ในระยะทางไกล
  3. การขับขี่ด้วยความเร็วสูง
  4. ความทนทานในการบรรทุกของหนัก

หลังจากการทดสอบได้ข้อสรุปว่า วันผลิตยางไม่ได้มีผลกับสมรรถนะของยางรถยนต์ เพราะโดยปกติยางที่ผลิตออกมาเมื่อมีการจัดเก็บที่ดี อย่างการเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมและยังไม่ได้เริ่มใช้งาน สามารถเก็บยางเส้นนั้น ๆ ได้หลายปีโดยไม่เสื่อมสภาพ

ทั้งนี้ประเทศไทยได้มีการทดสอบเช่นกัน โดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ TUV Rheinland Group Ltd ซึ่งได้ผลการทดสอบออกมาในลักษณะเดียวกัน ว่าการเลือกซื้อยางในร้านที่มีมาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือมีความสำคัญมากกว่าวันผลิตยาง เนื่องจากมีการจัดเก็บอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้ประสิทธิภาพของยางรถยนต์ไม่เปลี่ยนแปลง(อ้างอิงข้อมูล : https://www.thairath.co.th/news/auto/147722?fbclid=IwAR3EsTXlt5bwjqcRckc9hnEIUrVu0V7HiBsMHoVMIJd3zK3ag462nPyIyvM)

วิธีเช็กอายุยางรถยนต์เบื้องต้น สำหรับมือใหม่

ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่ายางรถยนต์จะมีอายุการใช้งาน 5 ปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 50,000 กิโลเมตร เมื่อครบตามกำหนดผู้ใช้รถต้องเปลี่ยนยางใหม่ โดยคุณสามารถตรวจสอบวันหมดอายุของยางรถยนต์ได้จาก “วันที่ผลิตยาง” ตรงแก้มยางด้านนอก ซึ่งตัวเลขจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล จะบอกสัปดาห์และปีที่ผลิตด้วยรหัส 4 ตัว (WWYY)

โดยเลข 2 ตัวแรกหมายถึงสัปดาห์ที่ยางเส้นนั้นถูกผลิตขึ้น ส่วนตัวเลข 2 หลักด้านหลังหมายถึงปี ค.ศ. ที่ยางเส้นนั้นถูกผลิตขึ้นนั่นเอง

ยกตัวอย่าง
รหัสเลขยาง 4 หลัก 0120

สรุปได้ว่า : ยางเส้นนี้ถูกผลิตขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของปี 2020 ดังนั้นจากวิธีดูยางรถยนต์หมดอายุพอบอกได้ว่ายางเส้นนี้ถูกผลิตในช่วงประมาณเดือนมกราคมของปี ค.ศ. 2020

จากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นเห็นได้ชัดว่ายางรถยนต์ค้างปีที่มีการเก็บรักษาที่ดี สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเหมือนยางใหม่ นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณภาพยางไม่ได้ขึ้นอยู่กับวันผลิตยางเสมอไป

หากคุณสนใจเปลี่ยนยางเส้นใหม่ มั่นใจเลือกยางเน็กเซ็น โดยวิธีการเก็บรักษาตรงตามมาตรฐานสากล และรับประกันคุณภาพการผลิตให้ตลอดอายุการใช้งาน ทั้งยังเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์รายแรกของประเทศเกาหลีใต้ ที่สำคัญยางรถยนต์ Nexen รับประกันเปลี่ยนฟรี 1 ปี เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ 4 เส้นขึ้นไป (ต่อรถ 1 คัน ใน 1 ใบเสร็จ) พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางใกล้บ้านคุณ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand หรือ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH พร้อมตอบทุกคำถาม มอบความอุ่นใจทุกการขับขี่ของคุณ

Posted on Leave a comment

ยางรถยนต์ขอบ 18 ยี่ห้อไหนดี เลือกให้ถูกกับรถ ปลอดภัยบนท้องถนน

ยางรถยนต์ใต้ท้องรถ

ยางรถยนต์ใต้ท้องรถ

ความสำคัญของขนาดยางรถยนต์ที่ควรรู้

การเลือกยางรถยนต์มีหลายปัจจัยที่ควรคำนึงถึง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของขนาดยางรถยนต์ที่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับขนาดรถยนต์ เพื่อให้การใช้งานยางรถมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเลือกยางรถยนต์ที่ไม่เหมาะกับรถอาจจะทำให้ขับขี่ไม่สะดวก และเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ผู้ใช้รถยนต์ไม่ควรมองข้ามความสำคัญของยางรถยนต์โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องขนาดยางรถยนต์ที่ควรเลือกให้เข้ากับรถยนต์ สำหรับรถยนต์ยางขอบ 18 มีหลักเกณฑ์ในการเลือก ดังนี้

การเลือกยางรถยนต์ขอบ 18 ให้เหมาะกับรถ

รถแข่ง
ขนาดของแก้มยางมีผลต่อการขับขี่รถยนต์

ยางรถยนต์ขอบ 18 เป็นยางรถยนต์ที่มีความกว้างของล้อ 18 นิ้ว หรือที่คุ้นเคยกันกับการเรียกล้อ R18 ซึ่งยางรถยนต์ขอบ 18 นี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกแก้มยางที่เหมาะกับการใช้งานของรถได้ดังนี้

  • ยางรถยนต์ขอบ 18 ปกติ

ยางขอบ 18 ปกติเป็นยางรถยนต์ที่เท่ากับขนาดยางเส้นเดิม มีข้อดีที่ผู้ขับขี่มีความเคยชินกับขนาดยางแล้ว ขับขี่ได้ง่าย และเป็นขนาดที่ผู้ผลิตรถยนต์ประเมินมาแล้วว่าเหมาะกับรถยนต์ แต่บางครั้งจากการใช้งานที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะมองหายางรถยนต์ขอบ 18 ที่แก้มยางมากขึ้นหรือลดลงได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่ของตนเองมากที่สุด

  • ยางขอบ 18 แก้มยางเตี้ยลง

ยางขอบ 18 แก้มเตี้ย เป็นยางขอบ 18 ที่มีพื้นที่บริเวณแก้มยางลดลง ทำให้รถโหลดต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย มีข้อดีที่ทำให้การคุมทิศทางของรถยนต์ทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเข้าโค้งต่าง ๆ แต่ข้อเสียคือการรับแรงกระแทกของยางจะไม่นุ่มนวล และทำให้ล้อเสื่อมสภาพได้ง่าย เหมาะสำหรับรถสปอร์ตหรือรถแข่งที่ขับด้วยความเร็วสูง

  • ยางขอบ 18 แก้มยางสูงขึ้น

ยางขอบ 18 แก้มสูงจะมีพื้นที่แก้มยางที่มากกว่ายางเส้นเก่าที่ใช้ ทำให้รถยกสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย มีข้อดีหลัก ๆ ที่การรับแรงกระแทกระหว่างขับขี่นุ่มนวลกว่าเดิม แต่ข้อเสียคือการยึดเกาะถนนของยางจะน้อยลง ทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เหมาะสำหรับรถใหญ่ที่ต้องบรรทุกของหนัก หรือรถออฟโรดที่วิ่งบนทางวิบากต่าง ๆ

การเลือกเปลี่ยนยางรถยนต์ขอบ 18 ให้มีขนาดแก้มยางแตกต่างไปจากเดิม ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าการเปลี่ยนยางไม่ส่งผลเสียหรือผลกระทบร้ายแรงต่อรถยนต์

ช่องทางการซื้อยางรถยนต์ขอบ 18

ร้านขายยางรถยนต์
การเลือกช่องทางการซื้อยางที่เหมาะสม ช่วยให้ได้ยางรถคุณภาพดี

คนที่ใช้ยางรถยนต์ขอบ 18 เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ควรเลือกแหล่งเปลี่ยนยางที่น่าเชื่อถือ และเลือกยางคุณภาพดีเพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้นด้วย มีทางเลือกในการเปลี่ยนยางที่น่าสนใจและได้ยางคุณภาพดี ดังนี้

  • ร้านซ่อมรถใกล้ฉัน

ตัวเลือกของการเปลี่ยนยางจะต้องนึกถึงร้านซ่อมรถ หรือร้านรับเปลี่ยนยางใกล้บ้านที่มียางให้เลือกหลายรุ่น ควรเลือกร้านที่มีอุปกรณ์ครบครัน และมีช่างที่ชำนาญในการเปลี่ยนยางอย่างเช่น บีควิก เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและบริการ

  • ร้านซ่อมพาร์ทเนอร์ยางรถยนต์ยี่ห้อโปรด

ยางรถยนต์หลากหลายแบรนด์มักจะมีร้านเปลี่ยนยางที่เป็นพาร์ทเนอร์ ยางรถยนต์ Nexen เองก็มีร้านซ่อมพาร์ทเนอร์กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ผู้ที่สนใจยางคุณภาพดีจาก NEXEN TIRE สามารถตรวจสอบร้านซ่อมพาร์ทเนอร์ของเน็กเซ็นสาขาใกล้บ้าน แล้วเข้าไปรับบริการเปลี่ยนยาง Nexen ได้เลยที่นี่

  • สั่งซื้อทางออนไลน์

บางคนที่มีความรู้ในการเปลี่ยนยางมักจะเลือกสั่งซื้อยางรถยนต์ออนไลน์ด้วยตนเอง เพราะราคาถูกกว่า และมีโปรโมชั่นสำหรับการซื้อบ่อยครั้ง เป็นอีกทางเลือกในการสั่งซื้อยางรถยนต์ราคาถูก

ยางขอบ 18 ราคาค่อนข้างหลากหลาย ก่อนการซื้อจึงควรเปรียบเทียบการใช้งานกับราคายางรถยนต์ที่คุ้มค่าก่อนเสมอ แนะนำยางรถยนต์ Nexen ยางรถยนต์จากผู้ผลิตยางรถยนต์คุณภาพดี การันตีจากความพึงพอใจอันดับ 1 ในประเทศเกาหลีใต้ มียางให้เลือกหลากหลายรุ่น ตอบโจทย์การใช้งานรถหลากหลายประเภท ติดต่อเน็กเซ็นได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand และเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

ควรมีก่อนเดินทาง เบอร์โทรฉุกเฉินสำหรับคนใช้รถ รู้ไว้อุ่นใจกว่า

เตรียมพร้อมก่อนเดินทางไกล เซฟเบอร์โทรฉุกเฉินให้พร้อม

เรื่องไม่คาดฝันขณะขับขี่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน การหลงทาง การถูกโจรกรรม หรือรถเสียระหว่างทาง ก่อนการเดินทางจึงควรเตรียมความพร้อมในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การมีเบอร์โทรที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างขับขี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายและไม่ควรมองข้าม

เบอร์โทรฉุกเฉินที่ควรมีสำหรับคนใช้รถ

เบอร์โทรฉุกเฉินสำหรับคนใช้รถ
เบอร์โทรฉุกเฉินที่ควรเซฟไว้ในโทรศัพท์

เบอร์โทรฉุกเฉินเป็นเบอร์โทรสำหรับติดต่อในช่วงเวลาเร่งด่วน มักจะเป็นเบอร์ที่มีคนคอยรับสายตลอดเวลา และมีอุปกรณ์ครบครันในการเข้าช่วยเหลือ เบอร์โทรที่สำคัญมีดังนี้

เบอร์โทรตำรวจ

ตำรวจเป็นเบอร์โทรพื้นฐานที่ควรมีติดเครื่อง เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นสามารถติดต่อได้ทันที และขอให้ช่วยประสานงานไปยังส่วนอื่น ๆ ได้ ได้แก่

  • 191 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย
  • 1155 ตำรวจท่องเที่ยว
  • 1193 ตำรวจทางหลวง
  • 1586 สายด่วนมอเตอร์เวย์
  • 1543 สอบถามเส้นทางบนทางด่วน

สายด่วนวิทยุและกู้ภัย

สายด่วนวิทยุเป็นเบอร์โทรถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงที่มีจุดมุ่งหมายในการบรรเทาเหตุ และประสานงานผ่านเครือข่ายสาธารณะ เป็นประโยชน์มากเมื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากมวลชน หรือต้องการประชาสัมพันธ์เรื่องเร่งด่วนที่พบเจอขณะขับขี่

  • 1137 วิทยุ จส.100
  • 02-354-6999 ศูนย์วิทยุรามา
  • 02-226-4444 สายด่วนปอเต๊กตึ๊ง

เบอร์โทรเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

เหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับรถและการขับขี่บางประเภทมีเบอร์โทรเฉพาะที่ช่วยประสานงาน เพิ่มความรวดเร็วในการทำงานของเจ้าหน้าที่ มีเบอร์โทรที่ควรรู้ดังนี้

  • 1192 โจกรรมรถยนต์
  • 02-711-9160 สายด่วนรถหาย
  • 02-711-9161 และ 02-711-9162 สายด่วนอุบัติเหตุ
  • 1186 สายด่วนประกันภัย

เบอร์โทรโรงพยาบาล

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รถพยาบาลและโรงพยาบาลจะเป็นช่องทางในการติดต่อที่เข้ากับสถานการณ์มากที่สุด จึงควรมีเบอร์สถานพยาบาลเอาไว้ด้วย

  • 1554 หน่วยกู้ชีวิต วชิรพยาบาล
  • 1669 สายด่วนผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • 1691 โรงพยาบาลตำรวจ
  • 1154 หน่วยแพทย์กู้ชีพ

เบอร์โทรอื่น ๆ

เบอร์โทรอื่น ๆ จะเป็นเบอร์โทรที่ไม่ใช่สายด่วน แต่เป็นคนใกล้ชิดหรือคนรู้จักที่สามารถติดต่อได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มักจะเป็นเบอร์ช่างในพื้นที่ที่รู้จัก เบอร์ประกันภัย เบอร์ผู้ปกครองที่ใกล้ชิด หรือเบอร์เพื่อนสนิทที่ติดต่อได้ง่าย การมีเบอร์คนรู้จักเอาไว้จะช่วยในการหาทางออกของสถานการณ์และช่วยลดความกังวลเมื่อเกิดเหตุขณะขับขี่รถด้วย ก่อนเดินทางจึงควรมีเบอร์โทรคนใกล้ชิดติดเครื่องเอาไว้

วิธีการการขับขี่ให้ปลอดภัย

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ มีวิธีเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันดังนี้

  • เตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนขับรถ
  • เคารพกฎจราจร
  • ศึกษาเส้นทางอย่างละเอียด
  • มีเบอร์โทรฉุกเฉินในสถานการณ์จำเป็น
  • มีอะไหล่รถและอุปกรณ์ซ่อมรถสำรองไว้ในรถ
  • ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง

ก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไกลควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย และรถยนต์ให้พร้อม เพื่อให้การเดินทางถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ

การตรวจเช็กยางรถยนต์ก่อนออกเดินทาง

จับยางรถยนต์
การตรวจเช็กยางรถยนต์เสมอ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

ยางรถยนต์เป็นส่วนที่มีความสำคัญในการเดินทาง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ยางรถยนต์แตก หรือยางระเบิดระหว่างทาง อาจจะส่งผลต่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมถนนได้ ก่อนเดินทางจึงไม่ควรมองข้ามการเช็กยางรถยนต์ ดังนี้

  • จุกยาง

ควรตรวจจุกยางที่ล้อรถยนต์ต้องปิดแน่นสนิท เพราะหากจุกยางรถยนต์หลุดหายจะทำให้ลมออกจากยางรถได้ง่ายขึ้น ทำให้ยางอ่อนอย่างรวดเร็ว

  • ดอกยาง

ควรตรวจสอบความคมชัดของดอกยางรถยนต์ หากดอกยางเริ่มลบเลือนควรเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ เพราะดอกยางที่น้อยลงจะทำให้รถลื่นไถลได้ง่ายกว่าเดิม

  • ความดันลมยาง

ควรตรวจสอบความดันลมยางเสมอ และหมั่นเติมลมยางเมื่อรู้สึกว่ายางเริ่มอ่อนลง เพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพ และเป็นการถนอมยางรถยนต์ด้วย

  • รอยแตกบนยาง

ก่อนออกเดินทางอย่าละเลยรอยแตกบนยางรถยนต์ หากพบรอยกรีดหรือรอยบากที่มีความลึกเข้าไปในตัวยาง ควรเปลี่ยนยางใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัย

การเตรียมพร้อมก่อนเดินทาง ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยมากขึ้น ควรมีเบอร์โทรฉุกเฉินเอาไว้ในเครื่องเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงไม่ควรละเลยการตรวจสภาพรถยนต์ โดยเฉพาะยางรถยนต์ที่ต้องเลือกยางที่มีคุณภาพ แนะนำยางรถยนต์ Nexen แบรนด์ยางรถยนต์ที่ผลิตยางรถยนต์คุณภาพดี ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน และมียอดพึงพอใจอันดับ 1 ของประเทศเกาหลีใต้ นอกจานี้ยังยางให้เลือกหลากหลายแบบสำหรับการใช้งาน ติดต่อเน็กเซ็นได้ทางเว็บไซต์ Nexen Thailand หรือเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

แนะนำ 10 ทริค เช็กสภาพรถก่อนออกเดินทางไกลช่วงปีใหม่

ขับรถเที่ยวปีใหม่
ขับรถเที่ยวปีใหม่
เช็กสภาพรถก่อนเดินทางช่วงปีใหม่

ขับขี่ปลอดภัย! ตรวจเช็กรถแบบเร่งด่วน ก่อนเที่ยวปีใหม่

อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงปีใหม่ของทุก ๆ ปี ผู้คนมักเดินทางกลับบ้าน หรือออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเดินทางส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์เป็นหลัก ส่งผลให้ตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นก่อนการเดินทางผู้ขับขี่ควรเตรียมความพร้อมทั้งยานพาหนะและคนขับให้พร้อมก่อนออกเดินทาง เพื่อลดปัญหาจากอุบัติเหตุหรือปัญหารถเสียกลางทาง บทความนี้ได้รวม 10 ทริคตรวจเช็กสภาพรถยนต์ก่อนเที่ยวปีใหม่เบื้องต้นมาฝาก ให้คุณเดินทางราบรื่น และถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

การเตรียมความพร้อมของผู้ขับ ก่อนเดินทางไกล

ขับรถ
การเตรียมตัวขับรถเดินทางไกล

 

ก่อนเดินทางไกลผู้ขับรถควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการหลับในขณะขับรถ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ว่าเวลากลางวันหรือกลางคืน ผู้ขับควรศึกษาเส้นทางก่อนออกเดินทางในแต่ละครั้ง เพราะช่วงปีใหม่ปริมาณผู้คนและรถบนท้องถนนเยอะกว่าปกติ หากหลงทางจะทำให้เสียเวลาได้ ควรพกอาหาร น้ำดื่ม ผลไม้รสเปรี้ยว ติดรถไปด้วยสักเล็กน้อย เพื่อเอาไว้รองท้องหรือแก้ง่วง ในขณะรถติดเป็นเวลานาน อย่าขับรถติดต่อกันหลายชั่วโมง เพราะการนั่งขับรถอยู่ในอิริยาบถเดียวนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการง่วงได้ แนะนำแวะปั๊มพักยืดเส้นยืดสายบ้าง

10 ทริคตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเที่ยวปีใหม่ ไม่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

1. แบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นหัวใจหลักของการสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยทั่วไปแบตเตอรี่มี 3 แบบ ทั้งแบบน้ำ แบบแห้ง และแบบกึ่งแห้ง โดยแต่ละแบบจะแตกต่างกันดังนี้

  • แบตเตอรี่แบบน้ำต้องเติมน้ำกลั่นและตรวจเช็กเป็นประจำ เมื่อมีการใช้งานไปสักระยะน้ำที่อยู่ภายในจะระเหยออกไป จึงจำเป็นต้องคอยเติมอยู่เสมอ
  • แบตเตอรี่แบบแห้งไม่ต้องดูแลอะไรมาก แต่แลกมาด้วยราคาค่อนข้างสูงและอายุการใช้งานสั้นกว่าแบบน้ำ
  • แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งจะต้องเติมน้ำกลั่นปีละ 1-2 ครั้ง หากละเลยไม่เติมน้ำกลั่นจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมและรถสตาร์ทไม่ติด

แนะนำ : ก่อนขับรถเดินทางไกลควรตรวจดูแบตเตอรี่ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ หมั่นทำความสะอาดคราบขี้เกลือที่ขั้วแบตเตอรี่ เช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และอย่าลืมเช็กวันหมดอายุแบตเตอรี่รถยนต์ โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปี

2. ล้อและยางรถยนต์

ล้อและยางรถยนต์ เป็นอีกจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาด เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนหนึ่งเกิดจากยางระเบิดขณะขับขี่ แนะนำเช็กความดันลมยางรถยนต์ รอยแตกของยาง ขนาดยาง และความลึกของดอกยางทั้ง 4 ล้อ หากมีรอยปริแตกเกิดขึ้นที่แก้มยางควรรีบเปลี่ยนยางทันที เพราะเสี่ยงต่อยางระเบิดได้ง่าย ทางที่ดีควรพกยางอะไหล่ติดรถและต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่รั่วซึม และไม่มีรอยแตก เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

3. ระบบเบรก หรือ ผ้าเบรก

ระบบเบรกเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการขับขี่ทางไกล หากระบบเบรกมีสภาพไม่สมบูรณ์อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยสามารถเช็กได้ด้วยการเหยียบแป้นเบรก หากมีอาการสั่นแสดงว่าเบรกมีปัญหา แต่ถ้าเป็นในส่วนของผ้าเบรกอาจจะต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็กความผิดปกติอีกครั้ง

4. ช่วงล่าง

การตรวจสอบช่วงล่างของรถยนต์เป็นเรื่องค่อนข้างยาก อาจจะต้องอาศัยความชำนาญด้านช่างยนต์เป็นพิเศษ แต่ทว่าผู้ขับขี่สามารถตรวจเช็กด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยสังเกตจากอาการที่บ่งบอกว่าช่วงล่างกำลังมีปัญหาดังนี้

  • ก่อนออกตัวรถและกำลังหยุดรถไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง หากมีเสียงดังกึกกักเบา ๆ แสดงว่าบูชปีกนกอาจจะมีปัญหา
  • เมื่อขับขี่บนถนนขรุขระมีเสียงดังกุกกัก แสดงว่าลูกหมากปีกนกอาจจะมีปัญหา
  • เมื่อขับขี่บนถนนเรียบทางตรงแล้วพวงมาลัยมีอาการเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าบูชปีกนกอาจจะมีปัญหา
  • เมื่อลองขับขี่บนถนนขรุขระแล้วพวงมาลัยดึงและหลวม มีเสียงดังกุกกัก แสดงว่าลูกหมากคันชักอาจจะมีปัญหา

***อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณความผิดปกติที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรนำรถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมรถเพื่อตรวจเช็กโดยด่วน

5. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถตรวจเช็กได้จากก้านวัดน้ำมันเครื่อง ทำได้โดยจอดรถให้อยู่แนวราบเปิดกระโปรงรถ มองหาก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องแล้วดึงก้านวัดขึ้นมา จากนั้นสังเกตแถบน้ำมันเครื่องที่ติดอยู่บนก้านวัดควรอยู่ระหว่างขีด F กับ L หรือ Max กับ Min หากน้อยเกินไปควรเติมน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับปกติ อย่าปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์อาจพังได้

6. น้ำมันเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา

เช็กสภาพรถน้ำมันเกียร์อัตโนมัติโดยการจอดรถบนทางราบและใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ไล่ไปตั้งแต่ตำแหน่ง P จนถึง L เมื่อเปลี่ยนเกียร์แต่ละตำแหน่งให้ค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น ๆ สักครู่ แล้วค่อยเปลี่ยนเกียร์ถัดไป เสร็จทุกเกียร์แล้วจึงเลื่อนมา P หรือ N ดึงก้านวัดระดับเกียร์อัตโนมัติออกมาแล้วเช็ดทำความสะอาด จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน ถ้ายังอยู่ตรง H หรือ HOT แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ ส่วนรถยนต์เกียร์ธรรมดาให้สังเกตระดับ Min กับ Max โดยระดับน้ำมันคลัตช์ต้องอยู่ระหว่างกลาง ไม่มากไม่น้อยไปกว่าจุดที่กำหนด

7. น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์

เช็กน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ โดยการดูระดับ Min กับ Max จะต้องไม่น้อยหรือเกินกว่าจุดที่กำหนด ถ้าระดับน้ำมันหายไปมากผิดปกติ ควรรีบตรวจหาสาเหตุหรือให้ช่างแก้ไขทันที

8. หม้อน้ำ ท่อยาง และระบบหล่อเย็น

ระบบระบายความร้อนเป็นหัวใจหลักของเครื่องยนต์ หากมีความร้อนสะสมในขณะเครื่องยนต์ทำงานบวกกับความร้อนภายนอก อาจทำให้เครื่องยนต์น็อคได้ เนื่องจากระบบระบายความร้อนไม่ทัน ทางที่ดีควรตรวจสอบระบบหล่อเย็นอยู่เสมอ และเช็กหม้อน้ำว่ายังมีน้ำอยู่ไหม เช็กพัดลมหม้อน้ำและมอเตอร์ยังทำงานเป็นปกติหรือไม่ ตรวจสอบรอยรั่วของหม้อน้ำ ท่อยาง และข้อต่อต่าง ๆ หากตรวจพบว่ามีความผิดปกติควรรีบแก้ไขโดยด่วน

9. ระบบไฟส่องสว่าง

แสงสว่างสำคัญมากในการเดินทาง ควรเช็กระบบไฟส่องสว่างและสัญญาณไฟต่าง ๆ ทั้งไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟตัดหมอก และไฟฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง และลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

10. น้ำมันเชื้อเพลิง

น้ำมันเชื้อเพลิงช่วยให้ทุกการขับเคลื่อนของยานพาหนะไปได้อย่างต่อเนื่อง หากคุณต้องเดินทางไกลควรเติมให้เต็ม โดยคาดคะเนจากเข็มวัดน้ำมัน และต้องเติมในจุดที่เหมาะสม เพื่อให้คุณถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้

การเช็กสภาพรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด ผู้ใช้รถสามารถตรวจเช็กแบบคร่าว ๆ ได้ด้วยตนเองตามที่กล่าวไปข้างต้น ตรวจเช็กได้ทั้งรถที่มีอายุไม่เกิน 7 ปี (รถใหม่) หรือรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี เพื่อให้รถยนต์ของคุณอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานมากที่สุด เพราะหากมีจุดไหนที่ไม่พร้อมหรือเกิดความผิดปกติ คุณจะได้ทำการแก้ไขได้ทันที ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ที่ทำให้การเดินทางหมดสนุก และอาจต้องเสียเงินไปกับการซ่อมครั้งใหญ่ หรืออาจนำรถยนต์เข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็กสภาพรถฟรีก่อนเดินทางไกล หากคุณไม่สะดวกในการตรวจเช็กรถเอง

ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่ายางรถยนต์เป็นจุดสำคัญที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนหนึ่งเกิดจากยางระเบิดขณะขับขี่ ดังนั้นหากพบว่ายางรถยนต์ของคุณมีปัญหาหรือเสื่อมสภาพ แนะนำยางรถยนต์คุณภาพดี จาก Nexen ผู้ผลิตยางรถยนต์รายแรกของประเทศเกาหลีใต้ ให้คุณมั่นใจทุกครั้งที่ขับขี่ ที่สำคัญยางรถยนต์ Nexen รับประกันเปลี่ยนฟรี 1 ปี เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ 4 เส้นขึ้นไป (ต่อรถ 1 คัน ใน 1 ใบเสร็จ) พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางใกล้บ้านคุณ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand หรือ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH เราพร้อมตอบทุกคำถาม ให้คุณได้ยางรถยนต์ที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด

Posted on Leave a comment

รวมความต่างที่น่ารู้ ล้อรถมียางในรถยนต์หรือไม่มียางในดีกว่ากัน

ช่างยนต์และยางรถยนต์
ช่างยนต์และยางรถยนต์
ยางรถยนต์มียางในหรือไม่มียางในแบบไหนดีกว่ากัน

ยางรถยนต์ไม่มียางใน ส่งผลให้รถยางรั่ว ยางระเบิดง่ายจริงหรือ ?

“ยางรถยนต์” ส่วนประกอบสำคัญของรถที่ไม่ควรมองข้าม และควรใส่ใจดูแลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะใดก็ตาม เพราะยางรถยนต์เป็นส่วนช่วยสำคัญ ที่ทำให้พาหนะคู่ใจของคุณขับเคลื่อนไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่แพ้เครื่องยนต์ของรถเลยสักนิด และนอกจากจะช่วยให้คุณเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเส้นทางแล้ว ยางรถยนต์ยังมีส่วนช่วยในการรองรับน้ำหนัก ช่วยลดแรงกระแทกจากพื้นถนน โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยสำหรับการเบรกและการเกาะพื้นถนน ให้คุณมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางและเลี้ยวเข้าโค้งได้ดีโดยสวัสดิภาพ

ซึ่งการจะทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพเช่นนี้ของยางรถยนต์ ต้องมาพร้อมโครงสร้างยางที่แข็งแรงและสมบูรณ์ แล้วยางที่แข็งแรงหรือสมบูรณ์ต้องมีลักษณะอย่างไร รวมถึงมีส่วนประกอบใดบ้างที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ เนื่องจากเคยมีการทำความเข้าใจผิด ๆ ว่ายางรถยนต์นั้นไม่มีส่วนประกอบของยางในดังเช่นยางรถจักรยานยนต์ จึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทำให้ยางรั่วง่าย จนอาจเกิดเหตุร้ายแรงอย่างยางระเบิด ในวันนี้ Nexen Thailand พาคุณมาไขข้อสงสัยว่า ยางรถยนต์นั้นไม่มียางในจริงหรือ และหากไม่มียางในเป็นส่วนประกอบจริงจะส่งผลอันตรายต่อตัวรถและผู้ขับขี่หรือไม่

ยางรถยนต์มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

ยางรถยนต์
ความแตกต่างของยางรถยนต์

ก่อนจะไปไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยางในรถยนต์ สำหรับผู้ใช้รถทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ควรต้องทำความรู้จักกับประเภทยางรถยนต์ให้ดีเสียก่อน ซึ่งยางรถยนต์ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1. ยางธรรมดา (Bias Tire)

วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่ายางรถยนต์ของคุณเป็นยางธรรมดาหรือยางแบบผ้าใบ (PR) หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากบริเวณแก้มยาง โดยจะมีการระบุขนาดของยางในรูปแบบตัวเลข อาทิ 10.00-20 โดยจะใช้สัญลักษณ์ – (ขีดกลาง) เป็นสัญลักษณ์แทนยางผ้าใบ ซึ่งโครงสร้างของยางธรรมดาจะทำจากผ้าใบธรรมดา เรียงตัวไขว้ซ้อนทับกันไปมาเป็นชั้น และทำมุมเฉียงกับเส้นรอบวงของยาง มีจุดเด่นคือ ราคาถูก ช่วยในการควบคุมรถกำหนดทิศทางเลี้ยวได้ง่าย และช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลเมื่อใช้อัตราความเร็วต่ำ

2. ยางเรเดียล (Radial Tire)
สำหรับยางเรเดียล (Radial Tire) นั้นเป็นยางรถยนต์ยอดนิยมในปัจจุบัน มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากลักษณะของยางมีความยืดหยุ่นมากกว่ายางธรรมดา ขับขี่ปลอดภัยยึดเกาะถนนได้ดีไม่ลื่นไถลแม้ขับขี่บนพื้นถนนเปียก เพราะดอกยางคุณภาพช่วยรีดน้ำออกจากตัวยางรถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งโครงสร้างยางเป็นชั้นผ้าใบพันรอบตัวยางรถยนต์ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยแถบใยเหล็ก วิธีสังเกตว่ายางรถยนต์ของคุณเป็นยางเรเดียลหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลบนแก้มยางที่มีการระบุข้อมูลตัวเลขและตัวอักษร อาทิ ชนิดของยาง ความกว้าง ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางของกระทะล้อ

ทำความรู้จักกับโครงสร้างพื้นฐานของยางรถยนต์

ยางรถยนต์ทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ ยางธรรมดา (Bias Tire) และ ยางเรเดียล (Radial Tire) สามารถจำแนกส่วนประกอบของโครงสร้างพื้นฐานยางรถยนต์ได้ 7 ส่วน ดังนี้

โครงสร้างของยางรถยนต์
โครงสร้างพื้นฐานของยางรถยนต์

1. หน้ายาง (Tread)

ส่วนประกอบสำคัญที่หลายคนมองเห็นเด่นชัด และเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นผิวถนนตลอดการขับขี่ เพราะอยู่บริเวณด้านนอกของยางรถยนต์ มีหน้าที่ช่วยป้องกันของมีคมต่าง ๆ และช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดี เบรกรถ เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

  • ดอกยาง – ทำหน้าที่ยึดเกาะถนนและรีดน้ำออกจากหน้ายางเมื่อขับขี่บนพื้นถนนเปียก ช่วยป้องกันอุบัติเหตุรถลื่นไถล
  • ร่องยาง – เสริมประสิทธิภาพของหน้ายาง โดยทำหน้าที่เหมือนกับดอกยาง ช่วยให้ยางรถยนต์ยึดเกาะถนนได้ดีทั้งพื้นถนนแห้งและพื้นถนนเปียก อีกทั้งยังเป็นร่องระบายน้ำช่วยรีดโคลนได้อีกด้วย
  • ร่องเล็กบนดอกยาง – ทำหน้าที่ช่วยยึดเกาะถนนตลอดการขับขี่ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น รวมถึงเป็นส่วนที่ช่วยระบายความร้อนของยางรถยนต์

2. ไหล่ยาง (Shoulder)

ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างหน้ายางรถยนต์กับบริเวณแก้มยาง ซึ่งมีขนาดความหนาใกล้เคียงกับหน้ายางรถยนต์ ทำหน้าที่ระบายความร้อนจากการเสียดสีบนพื้นถนนของยางรถยนต์

3. แก้มยาง (Sidewall)

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของยางรถยนต์ที่แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่สัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง แต่เป็นส่วนโครงสร้างนอกสุดที่ช่วยปกป้องโครงสร้างยาง เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง อีกทั้งยังเป็นส่วนที่ใช้ในการระบุข้อมูลต่าง ๆ ของยางรถยนต์ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อยางเส้นใหม่

4. โครงยาง (Carcass)

ยางรถยนต์จะรองรับน้ำหนักบรรทุกของได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างส่วนนี้ เนื่องจากโครงยาง (Carcass) ทำหน้าที่ช่วยรักษาความดันลมยาง และมีความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทก หรือลดการสั่นสะเทือนจากถนนที่มีต่อยางได้ดี

5. ผ้าใบเสริมหน้ายาง หรือเข็มขัดรัดหน้ายาง (Breaker or Belt)

โครงสร้างยางรถยนต์สำคัญทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับหน้ายาง ป้องกันไม่ให้โครงยางชำรุดหรือเสียหายจากแรงกระแทก ซึ่งส่วนประกอบนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามประเภทของยางรถยนต์ ได้แก่

  • ยางธรรมดา (Bias Tire) เรียกว่า ผ้าใบเสริมใยหน้ายาง (Breaker)
  • ยางเรเดียล (Radial Tire) เรียกว่า เข็มขัดรัดหน้ายาง (Belt)

6. ขอบยาง (Bead)

ตัวช่วยทำหน้าที่ยึดส่วนปลายทั้ง 2 ข้างของโครงยาง ด้วยเส้นลวดเหล็กกล้า (High Carbon Steel) เพื่อให้บริเวณของยางมีความแข็งแรง และยึดแน่นสนิทกับกระทะล้อได้ดี เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบของยางที่ช่วยป้องกันไม่ให้ลมยางรั่วซึมออกมาจากยางรถที่ไม่มียางในรถยนต์

7. ยางในรถยนต์ (Inner Tube)

สำหรับยางในรถยนต์เป็นโครงสร้างของยางรถยนต์ธรรมดาแบบเก่า ที่อยู่ชั้นในของยางนอกรถยนต์ ตัวยางในจะมีผิวเรียบ มีลักษณะเป็นหลอดกลวง กลม และมีจุ๊บสำหรับสูบลมให้พอง เมื่อรถยางรั่วสามารถนำยางไปปะยางรถยนต์ได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเติมลมเพิ่มเพื่อรองรับการบรรทุกหนักได้ดีมากยิ่งขึ้น จึงนิยมนำมาใช้กับยางรถบรรทุก

ยางรถยนต์มียางใน และ ยางรถยนต์ไม่มียางใน แบบไหนดีกว่ากัน

เปลี่ยนยางรถยนต์
ข้อแตกต่างของยางรถยนต์มียางใน และยางรถยนต์ไม่มียางใน

ตอบข้อสงสัยของใครหลายคนว่า ยางในรถยนต์มีไหม ? หรือมีเฉพาะในยางรถจักรยานยนต์และจักรยานเท่านั้น ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่ายางในรถยนต์ เป็นโครงสร้างยางแบบดั้งเดิมในอดีต จึงได้ข้อสรุปว่ายางรถยนต์ก็มียางในเช่นเดียวกัน เพียงแต่นิยมใช้ในยางรถยนต์ธรรมดาแบบเก่าเป็นส่วนใหญ่ แล้วยางรถยนต์แบบมียางในกับยางรถยนต์แบบไม่มียางในแตกต่างกันอย่างไร รถไม่มียางในเสี่ยงต่อการรั่วซึมง่ายและยางระเบิดจริงหรือ วันนี้ Nexen Thailand มีคำตอบมาฝากก่อนเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่กัน

ยางรถยนต์แบบมียางใน

สำหรับการเลือกใช้ยางรถยนต์ธรรมดาแบบมียางใน เหมาะสำหรับผู้ใช้รถที่มีงบเปลี่ยนยางจำกัด เนื่องจากยางรถยนต์ที่มียางในจะมีราคาถูกกว่ายางเรเดียล อีกทั้งเมื่อรถยางรั่วยังสามารถใช้บริการปะยางรถได้ง่ายในค่าบริการราคาถูก ในส่วนของการใช้งานนั้นมั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย เพราะเป็นยางรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่ต้องอาศัยการดูแลและใส่ใจมากเป็นพิเศษ เมื่อยางรถยนต์ถูกของมีคมบนพื้นถนนแทงทะลุลึกเข้าไปถึงยางใน จะทำให้ลมรั่วออกมาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเพื่อลดการเสียดสีของยางนอกและยางในที่เสี่ยงต่อการเกิดยางรั่วและยางระเบิดเมื่อความร้อนสูง ควรหมั่นตรวจสภาพลมยางและเติมลมยางบ่อย ๆ ไม่ให้ยางอ่อนเกินไป

ยางรถยนต์แบบไม่มียางใน

ยางรถยนต์ประเภทยางเรเดียลในปัจจุบันที่หลายคนนิยมใช้นั้น เป็นยางรถยนต์แบบไม่มียางใน (Tubeless) จะมีเนื้อยางและโครงสร้างยางที่หนาและแข็งแรง เพื่อป้องกันของมีคมทิ่มแทงยาง หรือหากเกิดกรณียางรั่วก็ยังสามารถขับรถต่อไปได้สักระยะหนึ่ง เนื่องจากเนื้อยางที่หนาจะบีบตัวให้เล็ก ส่งผลให้ลมยางค่อย ๆ รั่วซึมออกมาทีละนิดเท่านั้น รวมถึงเป็นยางที่มีน้ำหนักที่เบามาก ระบายความร้อนได้ดีกว่ายางธรรมดา และมีขอบยางที่หนามากเพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วซึมของยางแทนยางใน ดังนั้นแม้ยางรถยนต์แบบไม่มียางในจะมีราคาสูง แต่ผู้ใช้รถหลายคนต่างยอมลงทุนเพื่อซื้อความปลอดภัยให้กับรถและผู้โดยสาร

ในปัจจุบันคนรักรถหลายคนนิยมหันมาใช้ยางรถยนต์ไม่มียางในมากขึ้น ด้วยความที่มีประสิทธิภาพดีต่อการขับขี่ ดูแลรักษาง่าย อีกทั้งยังช่วยให้คุณเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเส้นทางอย่างปลอดภัย ซึ่งหากเลือกไม่ได้ว่าพาหนะคู่ใจของคุณเหมาะกับยางรถยนต์รุ่นใด ควรเลือกยางรถยนต์มียางในหรือยางรถยนต์ไม่มียางในดี สามารถปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Nexen Tire Thailand Facebook Inbox : m.me/NEXENTH หรือค้นหายางรถยนต์คุณภาพสูงได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand

Posted on Leave a comment

ทริคดีบอกต่อ วิธีเลือกยางรถกระบะให้เหมาะกับรถ ใช้งานได้นาน

ถนอมรถกระบะให้ใช้งานได้นานด้วยยางคุณภาพดี

การเลือกยางให้เหมาะกับประเภทของรถยนต์จะช่วยถนอมรถยนต์ได้ เพราะยางเป็นส่วนที่คอยรับน้ำหนักและรับแรงขับเคลื่อนจากรถ หากยางไม่เหมาะกับรถจะทำให้การขับขี่ลำบาก และเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย การรู้วิธีเลือกยางให้เหมาะกับรถจึงเป็นเรื่องที่คนมีรถไม่ควรมองข้าม

คุณสมบัติของยางรถกระบะ

รถกระบะเป็นรถที่ได้รับความนิยม สามารถขับขี่ได้บนท้องถนนหลากหลายประเภท มีความทนทาน และรับน้ำหนักได้มาก มีข้อดีและลักษณะของยางรถกระบะที่ควรรู้ ดังนี้

ข้อดีของรถกระบะ

  • มีให้เลือกหลายแบบ

รถกระบะมีทั้งรถกระบะตอนเดียว รถกระบะตอนครึ่ง และรถกระบะ 2 ตอน สามารถเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานและความชื่นชอบได้เลย

  • วิ่งบนทางขรุขระได้ดี

การจราจรและถนนหนทางในประเทศมีทั้งถนนลาดยางอย่างดี และถนนขรุขระที่ต้องใช้ความแข็งแรงของรถและล้อรถในการขับเคลื่อนรถ รถกระบะจึงเหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องขับขี่บนถนนทั้งถนนในเมืองและชานเมือง

  • มีพื้นที่บรรทุกของ

พื้นที่ใช้สอยบริเวณหลังกระบะเป็นจุดเด่นที่ทำให้รถกระบะได้รับความนิยม สามารถใช้เป็นรถบรรทุกของที่มีน้ำหนักมากได้

ลักษณะยางรถกระบะ

รถกระบะบนลานจอดรถ
รถกระบะมีการใช้งานที่สมบุกสมบัน ยางจึงต้องแข็งแรง ทนทาน

คุณสมบัติของรถกระบะจะเน้นที่ความทนทานเป็นหลัก ล้อของรถกระบะจึงควรมีคุณสมบัติที่ส่งเสริมด้านความทนทานของรถ คุณสมบัติของล้อรถกระบะที่ควรมี ได้แก่

1) วิ่งได้ทุกสภาพถนน

รถกระบะจะต้องวิ่งทั้งบนถนนราบเรียบและถนนขรุขระ คุณสมบัติของยางจึงต้องทนทานพอที่จะวิ่งบนทางวิบาก แบ่งประเภทยางรถกระบะได้ดังนี้

  • ยาง H/T หรือยาง High Terrain

ยางรถกระบะที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง ล้อรถประเภทนี้จะวิ่งบนถนนเรียบได้ดีกว่าถนนขรุขระ เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวัน

  • ยาง All Terrain

ยางรถกระบะที่เหมาะทั้งการขับบนถนนเรียบ และถนนขรุขระเล็กน้อย สามารถยึดเกาะถนนได้ดี ดอกยางละเอียด แต่ไม่เหมาะกับการขับบนถนนที่ขรุขระมาก หรือทางวิบากได้

  • ยาง Mud Terrain

ยางรถกระบะที่เหมาะสำหรับการวิ่งบนทางวิบาก หรือถนนที่มีความขรุขระมาก ดอกยางของยางรถยนต์จะมีความแน่นเป็นบล็อก ช่วยในการเกาะถนน เหมาะสำหรับรถกระบะบรรทุกหนัก

2) ขนาดพอดีกับรถ

รถกระบะมีหลายขนาด ยางของรถกระบะจึงควรพอดีกับรถ โดยปกติผู้ผลิตจะกำหนดขนาดยางรถยนต์มาแล้ว แต่ก็อาจมีกรณีที่ผู้ขับขี่อยากได้ยางขนาดเล็กลง ก่อนการเปลี่ยนยางควรสอบถามช่างผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะบางกรณีการปรับขนาดยางให้เล็กลงอาจจะทำได้เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น แต่บางครั้งการเปลี่ยนขนาดยางจะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนระบบล้อทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของรถยนต์ได้ ก่อนการเปลี่ยนยางจึงควรเช็กขนาดยางรถยนต์ทุกครั้ง

3) รับน้ำหนักได้ดี

รถกระบะเน้นการใช้งานที่สมบุกสมบัน มักจะมีการบรรทุกของที่ท้ายกระบะบ่อยครั้ง ยางที่เลือกควรมีความทนทาน และรับน้ำหนักได้ดี
การเลือกยางรถยนต์ให้มั่นใจว่าได้ยางคุณภาพดี มีวิธีการเลือกง่าย ๆ โดยเลือกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้เนื้อยางคุณภาพ ทนทาน ใช้งานได้ดี ซึ่งยา

รถยนต์ Nexen ก็เป็นยางรถยนต์ที่ผลิตยางรถยนต์คุณภาพดี การันตีด้วยประสบการณ์การผลิตยางรถยนต์กว่า 80 ปี พร้อมรางวัลความพึงพอใจอันดับ 1 จากผู้ใช้ในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมตัวเลือกยางรถยนต์หลายรุ่นที่เหมาะกับรถหลายประเภท

การดูแลรักษายางรถกระบะให้อยู่ได้นาน

เติมลมยาง
การดูแลยางรถกระบะช้วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่รถกระบะ

ยางรถกระบะแม้จะมีความทนทาน แต่ก็ต้องการการดูแลเช่นกัน เจ้าของรถสามารถดูแลยางรถกระบะด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้

  • ขับอย่างนุ่มนวล

การระมัดระวังในการขับขี่ การออกตัวและการเบรคอย่างนุ่มนวล รวมถึงการชะลอเมื่อขับบนทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ช่วยลดการสึกหรอของยางรถยนต์ได้

  • เติมลมยางประจำ

การเติมยางรถช่วยคงความสมดุลของล้อ หากยางอ่อนจนเกินไปจะทำให้มีลมร้อนสะสมในยางมาก เกิดการปริแตกและระเบิดได้ ขณะที่หากลมยางเยอะเกินไปจะทำให้ยางยึดเกาะได้น้อยลง ดอกยางเสื่อมได้ง่ายขึ้น สำหรับคำถามว่ายางรถกระบะควรเติมลมเท่าไหร่ คำตอบคือแรงดันของล้อหน้าอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลัง 40-42 PSI อาจจะเพิ่มความดันล้อหลังเป็น 49-51 PSI หากรถมีสิ่งของที่กำลังบรรทุกอยู่หลังกระบะ

  • ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ

การตั้งศูนย์คือการปรับระดับของรถให้วิ่งตรง และการถ่วงล้อคือการปรับสมดุลระหว่างล้อรถและยางรถยนต์ มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากเมื่อรถมีการหมุนเร็ว ๆ ขณะขับขี่ การตั้งศูนย์ถ่วงล้อจะช่วยให้ยางรถยนต์ทำงานสมดุล เป็นอีกวิธีที่ช่วยถนอมยางรถยนต์

การเลือกยางรถกระบะประเภทต่าง ๆ ทั้งยางรถกระบะ 4 ประตูหรือยางรถกระบะ 2 ประตู ให้พิจารณาการใช้งาน และเลือกประเภทยางที่เหมาะสม หากไม่มั่นใจให้สอบถามช่างผู้เชี่ยวชาญก่อนการเปลี่ยน สำหรับคนที่กำลังมองหายางรถกระบะยี่ห้อไหนดี แนะนำยางรถยนต์ Nexen ที่มียางรถยนต์หลากหลายประเภทจำหน่าย พร้อมร้านค้าพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ เปลี่ยนได้สะดวกที่ร้านเปลี่ยนยางรถยนต์ใกล้ฉัน ติดต่อเน็กเซ็นได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand และ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

เปลี่ยนยางรถยนต์ ตอนไหนดี? เจ้าของรถควรรู้ ก่อนสายเกินไป

อยากให้รถยนต์ใช้งานได้ดี อย่าละเลยสุขภาพยางรถยนต์

รถยนต์มีองค์ประกอบหลายส่วนที่ทำงานประสานกัน การดูแลรถให้ใช้งานได้นานจึงควรใส่ใจอะไหล่รถยนต์อยู่เสมอ ยางรถยนต์เองก็เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนรถยนต์ หากยางรถมีปัญหาอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ได้ง่าย

4 สัญญาณเตือน ถึงเวลาเปลี่ยนยางรถยนต์

การเปลี่ยนยางรถยนต์มีความสำคัญ คนที่มีรถควรใส่ใจเรื่องการเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อถึงเวลา หรือเมื่อมีสัญญาณเตือนถึงการเสื่อมประสิทธิภาพของยางรถยนต์ ดังนี้

  • อายุยางรถยนต์

ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานของตนเอง การเปลี่ยนยางรถยนต์ในระยะเวลากี่ปีจะขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วย หากเป็นรถที่ขับขี่บนทางวิบากจะมีโอกาสที่ยางเสื่อมเร็วกว่าอายุยางรถที่กำหนด โดยปกติอายุการใช้งานยางรถยนต์ที่แนะนำจะอยู่ที่ 2-3 ปี หากยางมีการใช้งานประมาณ 2-3 ปีแล้วควรเปลี่ยนทันที

  • ยางมีรอยขีดข่วนขนาดใหญ่

ถึงแม้ยางรถยนต์จะเหยียบบนพื้นถนน แต่ก็ต้องระมัดระวังหากมีรอยขนาดใหญ่เกินไปบนยางรถยนต์ เพราะอาจจะส่งผลให้ยางรถรั่ว หรือยางบาดได้ เวลาขับหากรู้สึกว่ารถอ่อนยวบกว่าปกติควรเช็คยางรถยนต์ทันทีเพื่อความมั่นใจในประสิทธิภาพของยางรถยนต์ที่ใช้อยู่

  • ดอกยางลบเลือน

ดอกยางส่งผลต่อคุณภาพของยางรถยนต์เป็นอย่างมาก หากดอกยางลบเลือนลงจะส่งผลให้การยึดเกาะถนนของยางเสื่อมประสิทธิภาพลง ทำให้รถแฉลบหรือลื่นไถลได้ง่ายขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

  • การควบคุมทิศทางรถทำได้ยาก

หากยางรถยนต์มีปัญหา คนขับจะทราบได้จากเวลาขับขี่รถว่าการควบคุมรถเป็นไปได้ยากขึ้น รถจะไถลไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป และยากต่อการบังคับรถให้วิ่งในเส้นทางตรง เมื่อประสบปัญหาการควบคุมรถ นอกจากเช็กเครื่องยนต์เพื่อหาความผิดปกติแล้ว อย่าลืมเช็กยางรถยนต์เพิ่มด้วย การเปลี่ยนยางรถยนต์ช่วยสร้างความมั่นใจและลดอุบัติเหตุในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี คนมีรถจึงไม่ควรละเลยการเช็กสภาพยางรถยนต์เมื่อมีโอกาส

หลักเกณฑ์การเลือกร้านเปลี่ยนยางรถยนต์

คนถือยางรถยนต์
การเลือกยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่

ยางรถยนต์มีหลายรุ่นให้เลือกใช้ การเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะกับรถจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเปลี่ยนยางรถเสมอ และควรเลือกเปลี่ยนกับร้านตัวแทนจำหน่ายยาง หรือร้านซ่อมรถยนต์ที่น่าเชื่อถือ มีหลักเกณฑ์ในการเลือกร้านเปลี่ยนยางรถยนต์ ดังนี้

  • ร้านที่มีช่างผู้ชำนาญ

ช่างผู้ชำนาญการจะรู้วิธีการเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะกับรถ สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกยางรถยนต์ได้ ทำให้ยางรถยนต์ที่เลือกสามารถใช้งานได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

  • ร้านที่มีมาตรฐาน

ยางรถยนต์มีความสำคัญกับรถยนต์ ร้านเปลี่ยนยางที่มีมาตรฐานจะมียางคุณภาพเป็นตัวเลือกในการเปลี่ยนยางภายในร้าน อาจจะเลือกเปลี่ยนยางกับศูนย์ซ่อมรถยนต์ที่เป็นศูนย์ซ่อมมาตรฐานของรถยนต์แต่ละยี่ห้อโดยตรงก็ได้ เพื่อให้ได้ยางที่มีคุณภาพดี และมีมาตรฐานได้รับการยอมรับ

ทางเลือกเพิ่มความคุ้มในการเปลี่ยนยางรถยนต์ คือ โปรโมชั่นยางรถยนต์ ยางรถยนต์ Nexen เองก็มีโปรโมชั่นการรับประกัน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร เปลี่ยนใหม่ได้ฟรีหากพบว่ายางรถยนต์มีรอยบาด ยางบวม และยางแตก ถือเป็นโปรโมชั่นที่น่าสนใจมาก ผู้ที่สนใจสามารถมองหาร้านตัวแทนจำหน่ายที่มียาง Nexen จำหน่ายเพื่อรับโปรโมชั่นได้เลย

การเปลี่ยนยางรถยนต์มีราคาที่แตกต่างกันตามรุ่นของยาง ควรเลือกซื้อยางที่คุณภาพดี น่าเชื่อถือ ซึ่งยางรถยนต์ของ Nexen ถือเป็นยางคุณภาพ มั่นใจได้จากการที่ได้รับรางวัลความพึงพอใจอันดับ 1 ในประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 12 ปีซ้อน พร้อมประสบการณ์การผลิตยางมากกว่า 80 ปี ชำนาญและใส่ใจการผลิตให้เข้ากับรถยนต์หลากประเภท สนใจยางรถยนต์คุณภาพ อย่าลืมนึกถึง Nexen ติดต่อได้ง่ายทางเว็บไซต์ Nexen Thailand และ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

ขับรถกลับบ้านปีใหม่อย่างปลอดภัย เช็กสภาพที่ ตรอ. ก่อนเดินทางไกล

ขับรถกลับบ้านวันปีใหม่
ขับรถกลับบ้านวันปีใหม่
เช็กสภาพรถก่อนขับขี่เดินทางไกลช่วงปีใหม่

เตรียมความพร้อมขับรถเดินทางไกล เช็กสภาพรถให้มั่นใจก่อนขับขี่

ความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนต่างต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยต่อรถยนต์ ทรัพย์สิน ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ร่วมทางบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงใกล้เทศกาลสำคัญหรือวันหยุดยาว ส่งผลให้การจราจรคับคั่งและการจราจรจะยิ่งติดขัดมากขึ้นไปอีก หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รถเสีย แบตเตอรี่หมด น้ำมันหมดกลางทาง ยางแตก ยางเสื่อมสภาพทำให้ระบบเบรกทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งโดยมากแล้วปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อผู้ใช้รถต่างละเลยการตรวจเช็กสภาพรถให้ถี่ถ้วนก่อนออกเดินทาง

ดังนั้นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 ที่ใกล้เข้ามาถึงนี้ ใครที่กำลังมีแพลนขับรถเที่ยวปีใหม่ในไทย ต้องเช็กสภาพรถคู่ใจก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะใกล้หรือไกลก็ตาม อีกนัยหนึ่งคือเมื่อรถของคุณมีอายุการใช้งานตามที่กรมขนส่งทางบกกำหนด และต้องต่อภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเป็นต้องนำรถไปตรวจที่ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าทริปขับรถเที่ยวปีใหม่ของคุณจะราบลื่นอย่างปลอดภัยแน่นอน

ตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) สำคัญอย่างไร จำเป็นหรือไม่ ?

การตรวจสภาพรถยนต์ ตรอ. คือ การนำรถยนต์ไปตรวจสภาพที่สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) โดยเป็นสถานที่ตรวจสภาพรถ ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของรถก่อนจะต่อทะเบียนภาษี ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 รถจะต้องมีสภาพมั่นคง แข็งแรง มีลักษณะ ขนาด และเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถ ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง และประชาชนทั่วไปสามารถนำรถไปตรวจเช็กได้ที่ตรอ. โดยไม่ต้องไปตรวจสภาพที่กรมการขนส่งโดยตรง

ตรวจสภาพรถ
ตรวจสภาพรถอย่างละเอียดที่ตรอ.

ทั้งนี้การตรวจสภาพรถ ตรอ. ไม่ได้กำหนดเฉพาะรถยนต์เท่านั้น แต่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ก็สามารถนำไปตรวจที่ตรอ. ได้เช่นกัน แล้วต้องตรวจสภาพรถ กี่ปี? สำหรับรถที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทุกประเภท โดยไม่จำกัดอายุการใช้งาน

2. รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทรถ ดังนี้

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
  • รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
  • รถจักรยานยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปี ขึ้นไป

ตรอ. ตรวจสภาพรถยนต์ ตรวจอะไรบ้าง ? มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

เตรียมวันว่างให้พร้อมก่อนออกเดินทางเที่ยวปีใหม่ หรือเตรียมตัวไปตรวจรถเพื่อต่อภาษีประจำปีล่วงหน้า ซึ่งต้องนำรถไปตรวจสภาพล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน ก่อนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปี และอาจใช้เวลานานสักนิดในการตรวจสภาพรถยนต์ ตรอ. เนื่องด้วยมีรายการตรวจหลัก ๆ ถึง 6 รายการ ที่จำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียด ดังนี้

ตรวจเช็กเครื่องยนต์รถ
6 รายการหลักสำหรับตรวจเช็กสภาพรถ

1. ตรวจสอบความถูกต้องตามเอกสารรถยนต์

วันตรวจสภาพรถเจ้าของรถจำเป็นต้องเตรียมเอกสารเล่มรถยนต์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการตรวจเช็กความถูกต้อง ได้แก่ ประเภทรถ ยี่ห้อรถ ลักษณะ เลขทะเบียน หมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ เชื้อเพลิง และสีของตัวรถ ต้องถูกต้องและตรงตามที่ระบุในเล่มเอกสารประจำรถ

2. ตรวจสอบสภาพภายนอกและส่วนควบต่าง ๆ

เมื่อขั้นตอนตรวจเช็กความถูกต้องจากเอกสารผ่านเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาคือการตรวจสภาพภายนอกและภายในรถอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ ได้แก่ พวงมาลัย มาตรวัด ไฟสัญญาณ แตร สวิตช์ควบคุม อุปกรณ์ปัดน้ำฝน กระจกมองข้าง กระจกมองหลัง เข็มขัดนิรภัย ที่นั่งคนขับ ที่นั่งผู้โดยสาร พนักพิงศีรษะ ระบบไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กันชน ยางรถยนต์ บังโคลน ตัวถัง ประตู และกันชนรถ

3. ตรวจสภาพความสมบูรณ์ของใต้ท้องรถ

เป็นการตรวจดูสภาพการเสื่อมโทรมของใต้ท้องรถ หรือรอยขีดข่วนต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดการรั่วไหลของเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ได้ นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยว ระบบเครื่องยนต์ โช้กอัพ ระบบรองรับน้ำหนัก และระบบไอเสีย วัดค่าการปล่อยก๊าซมลพิษต่าง ๆ ในอากาศ

4. ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้งานเบรก

สิ่งสำคัญที่สุดต่อการตรวจสภาพรถนั่นคือ การตรวจสอบประสิทธิภาพของเบรก เนื่องด้วยการเบรกมีปัญหาหรือชำรุดอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ร่วมทางได้ โดยจะทำการทดสอบประสิทธิภาพบนลูกกลิ้งและวัดค่าประสิทธิภาพของล้อทั้ง 4 ล้อ

5. ตรวจสอบการทำงานของโคมไฟหน้ารถ

โคมไฟหน้ารถหรือไฟหน้า เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถใช้ถนนยามค่ำคืน จึงควรต้องตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของตรอ. จะมีการตรวจวัดค่าความเบี่ยงเบนของแสงและความเข้มส่องสว่างอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

6. ตรวจสภาพระดับเสียงของท่อไอเสีย

เสียงของท่อไอเสียอาจส่งผลกระทบต่อประสาทหูได้เมื่อมีระดับความดังเกินกำหนด การตรวจสภาพรถยนต์ ตรอ. จึงจำเป็นต้องมีการตรวจระดับเสียงของรถด้วย โดยค่าระดับเสียงของท่อไอเสีย ต้องมีระดับความดังสูงสุดไม่เกิน 100 เดซิเบล เอ จึงจะผ่านมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

และสำหรับอัตราค่าบริการตรวจสภาพรถยนต์ที่ตรอ. มีกำหนด 3 ราคา ได้แก่

  • รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 200 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 300 บาท

วิธีการค้นหาสถานตรวจสภาพรถ ตรอ ใกล้ฉัน

อยากรู้ว่ามีสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ที่ไหนอยู่ใกล้บ้านคุณ สามารถค้นหาใน Google ได้ง่าย ๆ เริ่มต้นจากการเปิดระบบ GPS บนสมาร์ทโฟนของคุณ และเลือกใช้คีย์เวิร์ดคำค้นหาว่า “ตรวจสภาพรถยนต์ ตรอ. ใกล้ฉัน” หรือ “ตรวจสภาพ ตรอ. ใกล้ฉัน” จากนั้นระบบจะประมวลผลและขึ้นแนะนำสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ใกล้คุณทันที โดยวิธีการเลือกนั้นจะต้องเลือกจุดที่มีตราสัญลักษณ์ตรอ. ชัดเจน

ทริค 6 ไม่! ช่วยให้ขับรถเดินทางไกลช่วงปีใหม่ปลอดภัยขึ้น

ผู้หญิงขับรถ
แนะนำทริคง่าย ๆ ขับรถกลับบ้านปีใหม่อย่างปลอดภัย
  • ไม่ละเลยการตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง
  • ไม่ลืมเติมน้ำมัน น้ำมันต้องเต็มถังตลอดเวลาพร้อมรับทุกสถานการณ์โดยเฉพาะรถติด
  • ไม่มึนเมาและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่รถ
  • ไม่หลับใน หากง่วงให้จอดพักรถที่จุดพักรถหรือปั๊มน้ำมันที่มีคนพลุกพล่าน
  • ไม่ละสายตาจากถนน ควรมองทางอยู่เสมอ ไม่ควรเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ
  • ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนดจนเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่น

ขับขี่ปลอดภัยเสมอเมื่อรถมีสภาพความพร้อม จึงไม่ควรละเลยและมองข้ามการตรวจเช็กสภาพรถให้ดี และหากแพลนเที่ยวปีใหม่ 2566 ของคุณ มีแพลนจะไปเที่ยวปีใหม่ใกล้กรุงเทพ ในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม หรือเที่ยวปีใหม่ภาคเหนือ ขับรถขึ้นเขาลงดอยอย่างปลอดภัยพร้อมกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน อย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถ ซึ่งสามารถเช็คสภาพรถฟรีได้แล้ววันนี้ ณ ศูนย์บริการทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง ที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ ตลอดเดือนธันวาคม 2565 อีกทั้งต้องหมั่นเช็กประสิทธิภาพยางให้ชัวร์ก่อนเริ่มทริปเที่ยว หากยางเริ่มแสดงสัญญาณเตือนว่าใกล้เสื่อมสภาพ ให้รีบเปลี่ยนอย่าฝืนใช้แม้จะเดินทางใกล้ ๆ ก็ตาม สามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพสูงได้ที่ Nexen Thailand พร้อมปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Nexen Tire Thailand Facebook Inbox : m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

รวมสถานที่ตรวจเช็คสภาพรถฟรี ปีใหม่ 2566 เดินทางไกลปลอดภัย

ตรวจสภาพรถฟรี

ตรวจสภาพรถฟรี
สถานที่ตรวจเช็กสภาพรถฟรี 2566

เดินทางเที่ยวปีใหม่ 2566 เช็กรถยนต์ฟรี ขับขี่ปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวหรือช่วงเทศกาล บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถยนต์ที่เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว หรือออกต่างจังหวัดกันอย่างคับคั่ง ซึ่งในปีนี้ผู้คนหันมาใช้รถส่วนตัวในการเดินทางกันมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด อาจจะส่งผลทำให้ตัวเลขของอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงกว่าปกติ ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนออกเดินทางถือเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานเสมอ เพราะหากเกิดปัญหารถเสียระหว่างทาง คุณอาจจะเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น บทความนี้ได้รวบรวมสถานที่ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 2566 มาฝาก ให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ และอุ่นใจทุกการเดินทาง

ขับรถช่วงปีใหม่อย่างไรให้ปลอดภัย ไร้ปัญหา

ขับรถเที่ยว
ขับรถเที่ยวปีใหม่ ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ

 

  1. ช่วงเทศกาลรถบนท้องถนนจะเยอะเป็นพิเศษ ควรวางแผนเดินทางล่วงหน้า ศึกษาเส้นทางที่จะไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดขัด โดยหาข้อมูลทางลัด ทางเลี่ยง ทั้งบนทางหลวงสายหลักและสายรอง รวมไปถึงการเช็กสภาพอากาศของพื้นที่นั้น ๆ
  2. ผู้ขับรถควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมง เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและป้องกันการหลับใน
  3.  ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทางไกล ควรมีการนำรถยนต์ไปตรวจเช็กว่ามีส่วนไหนบกพร่อง ชำรุดหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการซ่อมหรือเปลี่ยนทันที ช่วยป้องกันการเกิดปัญหารถเสียระหว่างทาง
  4. ไม่ขับรถเร็วเกินไป เพราะการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นเรื่องที่อันตราย อาจเสี่ยงทำให้รถคุณเสียหลักหรือเกิดอุบัติเหตุได้
  5. การดื่มแอลกอฮอล์หรือสิ่งมึนเมาแล้วมาขับรถถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทั้งคุณและผู้ร่วมทางบนท้องถนนได้ ทางที่ดีเมาแล้วไม่ขับ
  6. การขับรถเดินทางไกลเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้รู้สึกเมื่อยล้า ควรหยุดจอดพักรถทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ขับ หรือบุคคลอื่นในรถ ได้พักลงมายืดเส้นยืดสาย

รวมสถานที่เช็กรถฟรี 2566 เดินทางไกล ขับขี่ปลอดภัย

เช็กรถฟรี
สถานที่ตรวจสภาพรถยนต์ฟรี

 

กรมการขนส่งทางบกจับมือภาคเอกชน จัดโครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” เพื่อมอบของขวัญรับปีใหม่ 2566 ประชาชนสามารถนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เข้าตรวจเช็กสภาพเบื้องต้น ฟรี ณ ศูนย์บริการทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง ที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ ตลอดเดือนธันวาคม 2565 นี้
โครงการดี ๆ เช็กรถฟรี 2565 ช่วยให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัย ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ส่งมอบความปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการดังนี้

  • สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย
  • สมาคมการค้าไทย
  • ยุโรป (TEBA)
  • สมาคมตรวจสภาพรถเอกชนไทย
  • สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
  • สถาบันยานยนต์
  • บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
  • บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
  • บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
  • บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
  • บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์
  • ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
  • บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด
  • บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ซูซูกิโมโตเซลส์คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
  • บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท บี – ควิก จำกัด
  • บริษัท ฟอร์ซเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (ศูนย์บริการ AUTO QUIKS)
  • บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท คาร์เวิลด์ คลับ จำกัด
  • บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)

***สามารถสอบถามรายละเอียดและสาขาให้บริการกับหน่วยงานได้โดยตรง

โครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ให้บริการตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นก่อนเดินทาง กว่า 20 รายการ (ฟรี) โดยมีการตรวจเช็กจุดสำคัญหลัก ๆ ดังนี้

  • การตรวจระบบเบรก
  • สภาพยาง
  • การทำงานของเครื่องยนต์
  • ระดับน้ำมันเครื่อง
  • ความสกปรกของน้ำมันเครื่อง
  • หม้อน้ำและรอยรั่ว
  • ไส้กรองอากาศ
  • การทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ

การตรวจเช็กสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทางจะได้รับการดูแลจากช่างผู้ชำนาญงาน นอกจากนี้บางหน่วยงานยังมีบริการตรวจเช็กลูกหมากปีกนก ลูกปืนล้อ ตรวจถังน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงท่อและข้อต่อน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพิ่มเติม คุณสามารถสอบถามรายละเอียดการให้บริการกับหน่วยงานนั้น ๆ ได้
ปีใหม่เป็นช่วงวันหยุดยาวหลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือไปพักผ่อนท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ส่งผลให้มีรถยนต์บนท้องถนนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ง่าย ทางที่ดีผู้ใช้รถใช้ถนนควรขับขี่รถอย่างมีสติ เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ เหนื่อยจอดพัก เพื่อให้การเดินทางของคุณและผู้ขับขี่คนอื่น ๆ ปลอดภัย ที่สำคัญอย่าลืมมีน้ำใจให้กับเพื่อนร่วมทาง

นอกจากการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทางตามที่กล่าวไปข้างต้น “ยางรถยนต์” ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญมากที่ช่วยให้การขับขี่ของคุณปลอดภัย เพราะหากสภาพยางรถยนต์ไม่ดีอาจส่งผลต่อการขับขี่จนทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย แนะนำเช็กสภาพยางรถยนต์ก่อนออกเดินไกลอยู่เสมอ
เปลี่ยนยางเส้นใหม่ เดินทางปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ

“ยางเน็กเซ็น” ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ของคุณ ทั้งยังเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์รายแรกของประเทศเกาหลีใต้ รับประกันเปลี่ยนฟรี 1 ปี เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ 4 เส้นขึ้นไป (ต่อรถ 1 คัน ใน 1 ใบเสร็จ) พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางใกล้บ้านคุณ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Nexen Thailand หรือ Facebook Inbox : m.me/NEXENTH มอบความอุ่นใจตลอดเส้นการเดินทางของคุณ

สุดท้ายนี้ก่อนเดินทางไกลช่วงปีใหม่ เช็กสภาพรถยนต์ เตรียมร่างกายให้พร้อม ขับขี่ด้วยความปลอดภัย Nexen ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย และมีความสุขกับช่วงเวลาพิเศษ พร้อมส่งท้ายปี 2565 ไปด้วยกัน

Posted on Leave a comment

HRV แม็กขอบเท่าไหร่? ใช้ยางรุ่นไหนขับสบาย

ยางรถยนต์ Honda HRV
ยางรถยนต์ Honda HRV
เปลี่ยนล้อแม็กรถ Honda HRV

เปลี่ยนแม็กรถยนต์ใหม่ พร้อมอวดโฉมลูกรักคันโปรดบนท้องถนน

กาลเวลาเปลี่ยนไป ความชอบเริ่มเปลี่ยนแปลง สำหรับคนรักรถเองก็มีช่วงเวลาที่ต้องการปรับแต่งรถเพิ่มจากดีไซน์เดิม ๆ ให้ไม่ซ้ำใคร และไม่จำเจเช่นกัน โดยเฉพาะการตกแต่งภายนอก ที่พร้อมอวดทุกสายตาบนท้องถนน จะพลาดได้อย่างไรกับการเปลี่ยนยางรถยนต์ และล้อแม็กรถยนต์ใหม่ หากล้อแม็กเดิมมีลวดลายไม่ถูกใจ และยังให้สมรรถนะในการขับขี่ได้ไม่เต็มที่ วันนี้ Nexen Thailand เอาใจสายแต่งรถ กับ Honda HRV รถยนต์ SUV ครอบครัวอเนกประสงค์ ที่เพิ่มลูกเล่นขอบล้อแม็กได้หลากหลาย เงินพร้อม ใจพร้อม และคนที่บ้านอนุมัติแล้ว ข้อสุดท้ายก่อนเปลี่ยนล้อแม็ก ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถและล้อรถยนต์ให้ดี ขอบขนาดเท่าไหร่ รถรองรับขอบแม็กสูงสุดเท่าไหร่ และต้องมีรูใส่น็อตกี่รู เพื่อให้ได้ล้อแม็กที่ใช่ ตอบโจทย์สไตล์การขับขี่ของคุณ

ทำความรู้จักกับวัสดุแม็กรถยนต์ 3 ประเภทก่อนเปลี่ยนแม็กใหม่

ล้อแม็ก (mag wheel) จะทำงานควบคู่กับยางรถยนต์ในการขับเคลื่อนล้อ มีส่วนช่วยในการนำความร้อน ซึ่งจะช่วยลดปัญหารถเบรกไม่ค่อยอยู่ สามารถแบ่งตามประเภทวัสดุได้ 3 ประเภท ดังนี้

1. ล้อเหล็ก หรือ ล้อกระทะ (Steel Wheel)

เริ่มต้นที่ล้อเหล็ก หรือ ล้อกระทะแบบคลาสสิก หากใครต้องการเปลี่ยนล้อใหม่ แต่มีงบน้อยและไม่ซีเรียสเรื่องลวดลาย ล้อแบบคลาสสิกนี้ก็ถือว่า ตอบโจทย์ความต้องการได้ดี ด้วยราคาที่ถูกกว่าล้อประเภทอื่น แต่ให้ความทนทานเหนือระดับ ทนต่อแรงกระแทก ทนต่อความเสียหาย และทนต่อการกัดกร่อนได้ดี

2. ล้อแมกนีเซียมอัลลอย (Magnesium Alloy Wheel)

ล้อแมกนีเซียมอัลลอย หรือ ล้อแม็กที่หลายคนคุ้นชิน โดนใจสายแต่งรถกับลวดลายล้อรถที่มีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่า และยังเป็นล้อรถที่มีน้ำหนักเบาช่วยให้ประหยัดน้ำมัน และเพิ่มอัตราเร่งได้ดีกว่าล้อประเภทอื่น ๆ จึงนิยมนำมาใช้ติดตั้งกับรถ F1 และรถซูเปอร์คาร์ (Super Car)

3. ล้ออะลูมิเนียมอัลลอย (Aluminum Alloy Wheel)

ล้ออลูมิเนียมอัลลอย หรือ ล้อแม็ก ที่แม้จะผลิตจากอะลูมิเนียม และไม่ได้มีส่วนผสมของแมกนีเซียม แต่ในประเทศไทยก็นิยมเรียกล้อประเภทนี้ว่า “ล้อแม็ก” เช่นเดียวกัน เป็นล้อรถยนต์ที่มีความทนทาน ราคาถูกกว่าล้อแมกนีเซียมอัลลอย และมีดีไซน์และดีเทลล้อให้เลือกหลากหลาย เหมาะสำหรับสายแต่งรถ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถ SUV

เลือกขอบแม็ก Honda HRV ให้ตอบโจทย์ตรงความต้องการ

เปลี่ยนขอบล้อแม็กรถ Honda HRV
วิธีเลือกขอบแม็ก Honda HRV ทุกรุ่น

เหตุผลหลัก ๆ ที่หลายคนเลือกที่จะเปลี่ยน “ล้อแม็ก” นอกจากต้องการดีไซน์ล้อแม็กที่สวยงามถูกสเปก ให้รถคันโปรดกลายเป็นลูกรักคันใหม่ ที่มีเอกลักษณ์เด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้น ก็ยังต้องการเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนน และเสริมประสิทธิภาพระบบเบรกให้ดีขึ้นกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องเลือกขนาดขอบแม็กรถยนต์ ให้ตรงกับรุ่นรถยนต์ของคุณ เพื่อดึงการทำงานของสมรรถนะยานยนต์ต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขอบแม็กรถ Honda HRV ทุกรุ่น

ล้อแม็กที่ควรติดตั้งบนรถ Honda HRV ตั้งแต่รุ่นที่วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ควรเลือกล้อแม็กที่มีระยะรูน็อต 5 x 114.3 ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐาน สามารถเลือกใช้กับล้อแม็กขอบ 17 ได้เท่านั้น
นอกจากนี้ยังต้องเลือกความกว้างของล้อแม็ก หรือ ค่า Offset ให้เหมาะสมกับขนาดขอบล้อแม็ก และขนาดยางอีกด้วย แต่ต้องเลือกขนาดที่ไม่กว้างเกินไป เพราะถึงแม้จะช่วยให้ล้อยึดเกาะพื้นถนนได้ดี แต่ต้องแลกมาด้วยการออกตัวอืด และเปลืองพลังงานเชื้อเพลิง รวมถึงตามกฎหมายไม่ควรเลือกล้อที่มีค่า Offset หรือความกว้างที่เลยออกมานอกบริเวณซุ้มล้อ ซึ่งนอกจากจะถูกจับปรับแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

เปลี่ยนล้อแม็กควบคู่กับการเปลี่ยนยางใหม่ เพื่อความปลอดภัย

ช่างเปลี่ยนยางรถ Honda HRV
Honda HRV ใช้ยางนุ่มเงียบขับขี่สบายขึ้น

ก่อนเปลี่ยนล้อแม็กใหม่ ต้องท่องไว้เสมอว่า ขนาดของล้อแม็ก และขนาดยางรถยนต์ ควรมีขนาดที่สัมพันธ์กัน สำหรับยาง HRV ขนาดทั่วไปที่ติดมากับรถ จะมีขนาดยางอยู่ที่ 215/55R17 หรือ ล้อแม็กขอบ 17 ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนลวดลายล้อแม็กใหม่ แต่ใช้ขนาดขอบล้อ 17 เท่าเดิม ควรเลือกยาง HRV ขนาด 215/60 หรือเพิ่มเติมเพื่อสมรรถนะขับขี่ที่ดีขึ้น อาจเลือกเป็นยางขนาด 225/60 จึงจะเหมาะสม

รถยนต์ Honda HRV ควรเลือกใช้ยางรุ่นไหนขับสบายมากขึ้น

สำหรับรถ Honda HRV เป็นรถ SUV สำหรับครอบครัว ดังนั้นหากมีโอกาสเปลี่ยนยางใหม่ พร้อมกับการเปลี่ยนล้อแม็ก ควรเลือกยางที่มีลักษณะยางนุ่มเงียบ เน้นเสริมการขับขี่ที่นุ่มนวลเป็นมิตรต่อผู้โดยสาร โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ยางรถยนต์จาก Nexen รุ่น NFera RU1 เป็นรุ่นยางสำหรับรถ SUV ที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการได้ดี พร้อมลุยไปทุกที่แบบเต็มสมรรถนะ ยึดเกาะถนนดีเยี่ยมไม่ว่าจะถนนพื้นแห้ง หรือพื้นเปียก เข้าโค้งไม่มีแกว่ง ลุยได้ทุกเส้นทางทั้งทางเรียบ ทางลาดชัน และทางขรุขระ

จากข้อมูลทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดเลยว่า การจะเปลี่ยนล้อแม็กสักครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยการศึกษาหาข้อมูลประกอบหลายอย่าง เพื่อให้ได้ล้อแม็กที่ตรงสเปก ที่สำคัญต้องมีขนาดที่เหมาะสม ตรงตามมาตรฐานและกฎหมายกำหนด หากได้ดีไซน์ล้อแม็กรถที่ตรงโจทย์แล้ว สามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพ ขับรถเที่ยวปลอดภัยทุกการขับขี่ ได้ที่ Nexen Thailand ปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Nexen Tire Thailand Facebook Inbox : m.me/NEXENTH​

Posted on Leave a comment

ยางร้อนเติมลมได้ไหม? – 5 เหตุผลที่ควรรู้ ก่อนแวะปั๊มเช็กยาง

เติมลมยางรถยนต์
เติมลมยางรถยนต์
เช็กยางรถยนต์ให้พร้อมก่อนเติมลมทุกครั้ง

เช็กลมยางทุกครั้งก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัยต่อการขับขี่

การเติมลมยาง เรื่องเล็กน้อยที่หลายคนมักมองข้าม รู้หรือไม่ว่า การเติมลมยางรถยนต์ให้เหมาะสม นอกจากช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของรถ และให้การขับขี่ทรงตัวมากยิ่งขึ้นบนท้องถนนแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงควรดูแลใส่ใจยางรถยนต์ให้มากขึ้น แม้ว่าภายนอกและโครงสร้างจะผลิตมาจากเทคโนโลยีระดับสูง ให้ความทนทานต่อทุกเส้นทางบนท้องถนน แต่รถจะขับเคลื่อนไม่ได้เลย หากขาด “ลมยาง” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการขับขี่ ลมยางนั้นเป็นเพียงอากาศธรรมดา ที่มีส่วนประกอบเป็นก๊าซออกซิเจน ช่วยเติมเต็มให้ยางรถยนต์ขยายตัว และสามารถขับเคลื่อนไปได้ทุกที่ ซึ่งการเติมลมยางนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ และความช่างสังเกตสักนิด หลายคนมักตั้งคำถามว่า ควรเติมลมยางตอนไหน และต้องเติมอย่างไรถึงจะถูกวิธี เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน วันนี้ Nexen Thailand มีคำตอบสำหรับคำถามเกี่ยวกับการเติมลมยางยอดฮิตมาฝากทุกคน

ชัวร์ก่อนเติม! 5 เหตุผลที่ควรรู้ ก่อนแวะปั๊มเช็กยางรถยนต์

วัดค่าแรงดันลมยางรถยนต์
มือใหม่หัดขับรถควรรู้ 5 เหตุผลนี้ก่อนเติมลมยาง

1. ควรเช็กสภาพลมยางทุก ๆ 15 วัน

ควรเติมลมยางตอนไหน? ปัญหายอดฮิตของเหล่าบรรดามือใหม่หัดขับ ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า โดยปกติแล้วลมยางจะลดลงโดยตัวเองประมาณ 2 – 3 PSI หรือ ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (Pound Per Square Inch) ต่อเดือน จึงควรเช็กลมยาง ทุก ๆ 15 วัน หรือเดือนละครั้ง สามารถเช็กลมยางด้วยการวัดค่า PSI ด้วยอุปกรณ์ส่วนตัว หรือใช้บริการเครื่องเติมลมยางที่ปั๊มน้ำมัน เพื่อเทียบค่าแรงดันลมยางที่วัดได้ กับค่าแรงดันลมยางรถของคุณ ที่ติดอยู่บริเวณข้างคนขับ หรือเช็กจากคู่มือการใช้รถ เพื่อให้ยางรถยนต์มีค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมพอต่อการขับขี่

2. ยางรถยนต์ที่มีค่าแรงดันลมยางน้อยมักเสี่ยงระเบิด

ใครว่าไม่เติมลมยางแล้วจะไม่อันตราย ก่อนแวะปั๊มเช็กยาง หากรู้สึกว่ายางรถยนต์ไม่ค่อยเกาะถนน มีอาการโคลงเคลงไปมาเมื่อเข้าโค้ง หรือขับขี่บนทางเรียบ นั่นคือสัญญาณว่า ลมยางรถของคุณกำลังอ่อนลงมาก และอาจเกิดปัญหายางบวม เสี่ยงต่อการเกิดยางระเบิด ด้วยความร้อนบริเวณแก้มยาง ทำให้แรงดันในลมยางขยายตัวเพิ่มขึ้น ต้องรีบเข้าปั๊มเติมลมโดยด่วน

3. ยางรถยนต์ที่มีค่าแรงดันลมยางมากอาจทำให้รถลื่นไถล

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเติมลมยางต้องอาศัยความช่างสังเกตมาก จนกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับใครที่เคยคิดว่า ยิ่งเติมลมยางเยอะ ๆ จะช่วยให้รถขับขี่ได้ดีขึ้น ความเข้าใจนี้อาจผิดไปสักนิด เนื่องจากยางรถยนต์ที่เติมลมมากจนแข็ง จะส่งผลให้การยึดเกาะถนนลดลง และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว หรือขับขี่บนถนนเปียก อาจส่งผลทำให้รถลื่นไถลได้ง่าย รวมถึงเสี่ยงต่อการระเบิดอีกด้วย

4. เติมลมยางหลักแล้วอย่าลืมเติมลมยางอะไหล่ด้วย

หลังจากเติมลมยางรถยนต์ทั้งยางหน้าและยางหลังแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ ยางอะไหล่ หรือ ยางสำรองที่มาพร้อมกับตัวรถ ในทุก ๆ เดือน หรือก่อนเดินทางไกล ควรเติมลมยางอะไหล่ไว้ทุกครั้ง โดยการเติมลมยางอะไหล่ จะต้องเติมลมยางมากกว่าแรงดันปกติ ประมาณ 5 PSI เพราะยางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้งาน จะมีการรั่วซึมของลมยางเป็นปกติ จึงจำเป็นต้องเติมลมให้มากกว่า เตรียมพร้อมสำหรับใช้งานยามฉุกเฉิน

5. ค่ามาตรฐานของการเติมลมรถยนต์ที่ควรรู้

  • รถยนต์ทั่วไป ขนาดเล็ก ควรเติมลมยางประมาณ 25 – 32 PSI
  • รถยนต์ทั่วไป ขนาดกลาง ควรเติมลมยางประมาณ 30 – 35 PSI
  • รถกระบะ ควรเติมลมยางประมาณ 38 – 40 PSI

ยางร้อนเติมลมได้ไหม? หรือควรปล่อยให้ยางเย็นแล้วค่อยเติมลมยาง

เติมลมยางรถยนต์ที่กำลังแบน
แนะนำทริกเติมลมยางร้อนและยางเย็นให้เหมาะสม

ตอบคำถามคาใจของใครหลายคนว่า ควรเติมลมขณะที่ยางรถยนต์ยังคงร้อน หรือมีอุณหภูมิสูงจากการขับขี่ หรือควรรอให้ยางรถยนต์เย็น จนมีอุณหภูมิปกติเสียก่อนจึงค่อยเติมลมยาง ความจริงแล้วไม่ว่ายางรถยนต์จะอยู่ในอุณหภูมิใดก็ตาม ก็สามารถเติมลมยางได้ทั้งสิ้น ยกเว้นกรณียางเสื่อมสภาพ ที่ควรเปลี่ยนยางใหม่ทันที และไม่ควรเติมลมยางให้เสี่ยงต่อการระเบิด แต่อาจมีทริกเล็กน้อย เพื่อให้ได้ค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมต่อการขับขี่บนท้องถนน

ทริกการเติมลมยางร้อน

ยางร้อน คือ ลักษณะของยางรถยนต์ที่เพิ่งผ่านการใช้งานมา ทำให้มีอุณหภูมิสูงจากการเสียดสีบนท้องถนน ซึ่งสามารถเติมลมยางขณะยางร้อนได้ แต่ต้องเติมลมยางบวกเพิ่มล้อละ 2 – 4 PSI จากค่าปกติ อาทิ ค่าแรงดันลมยางมาตรฐานอยู่ที่ 32 PSI หากเติมลมยางขณะยางร้อน จะต้องเติมลมยางประมาณ 34 – 36 PSI ขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุก เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัวภายใน ที่สำคัญเมื่อค่าแรงดันลมยางสูงขึ้นจากความร้อน ห้ามปล่อยลมยางออกเด็ดขาด เพราะเมื่อยางเย็นตัวลง ค่าแรงดันลมยางจะกลับสู่อุณหภูมิปกติ

ทริกการเติมลมยางเย็น

ยางเย็น คือ ลักษณะของยางรถยนต์ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน หรือผ่านการขับขี่ด้วยความเร็วปกติ ในระยะไม่เกิน 2 – 3 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิปกติของยางรถยนต์ สามารถเติมลมตามค่าแรงดันลมยางมาตรฐานได้ทันที หรือสามารถเช็กค่าแรงดันลมยางได้ ซึ่งค่าที่ได้จะเป็นค่ามาตรฐาน ไม่ต้องบวกลบค่าเพิ่ม

แนะนำทริกสำหรับการเติมลมยาง กรณีขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถสำหรับเดินทางไกล ควรเติมลมยางบวกเพิ่มมากกว่าปกติ 3 – 5 PSI เพื่อลดการบิดตัวของโครงยาง ช่วยลดความร้อนในยางให้น้อยลงได้

เติมลมไนโตรเจนยางร้อนต้องเผื่อค่าแรงดันลมยางหรือไม่?

สำหรับการเติมลมยางร้อนและยางเย็น สามารถเติมลมไนโตรเจนด้วยทริกเดียวกับการเติมลมธรรมดาเลยคือ ยางร้อนต้องเติมลมยางเพิ่มล้อละ 2 – 4 PSI จากปกติ และยางเย็นสามารถเติมลมตามค่าแรงดันลมยางของรถแต่ละรุ่นได้ตามปกติ

ถ้าหากถามว่า เติมลมไนโตรเจน อยู่ได้นานแค่ไหน ต้องบอกว่า เติมลมยางในค่าแรงดันที่เท่ากันกับการเติมลมธรรมดา แต่ยางรถยนต์ของคุณอาจใช้งานได้ดีในระยะยาว 5 – 6 เดือน โดยไม่ต้องเติมลมบ่อยครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพยางรถยนต์ และการใช้งานอีกด้วย แต่หลัก ๆ แล้วลมยางไนโตรเจนจะอยู่ได้นานกว่าปกติ ด้วยรั่วซึมช้า ให้ความนุ่มนวลขณะขับขี่ ไม่ทำให้รถกระโดดกระเด้งบนท้องถนนเกินไป

ตอบคำถามทุกข้อสงสัย เคลียร์ทุกปัญหาการเติมลมยางรถ ไม่ว่าจะการเติมลมยางรถเก๋ง หรือการเติมลมรถกระบะ จุดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ส่งผลกระทบต่อรถยนต์ที่คุณรักได้มากกว่าที่คิด ซึ่งบางครั้งอาจร้ายแรงจนถึงชีวิตของผู้ขับขี่ และผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ รู้ทริกการเติมลมยางให้ได้ค่าที่เหมาะสมกันไปแล้ว สามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพ ตอบโจทย์ทุกเส้นทาง มั่นใจ ปลอดภัยทุกการขับขี่ได้ที่ Nexen Thailand พร้อมปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nexen Tire Thailand Facebook Inbox : m.me/NEXENTH

Posted on Leave a comment

มาดู 3 ประเภทยางรถยนต์ สำหรับขับขึ้นลงเขา เปลี่ยนก่อนเที่ยว

ยางรถยนต์สำหรับขึ้นเขา
ยางรถยนต์สำหรับขึ้นเขา
เปลี่ยนยางรถยนต์ก่อนเดินทางเพื่อความปลอดภัย

เปลี่ยนยางให้ชัวร์ก่อนเที่ยว สนุกปลอดภัยตลอดทริป

เช็กสภาพรถทุกครั้งก่อนขับขี่ เพื่อความปลอดภัยทุกเส้นทาง ทริปเที่ยวของคุณจะสนุกอย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางไกล ในเส้นทางออกนอกต่างจังหวัด ยิ่งเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ อากาศหนาวเย็นสบาย สภาพอากาศเป็นใจให้ออกจากบ้านไปเที่ยวชิลล์ ๆ แต่สำหรับสายแอดเวนเจอร์ หรือสายลุยแล้ว กลับเป็นช่วงที่เหมาะมากสำหรับการมองหาที่เที่ยวหน้าหนาว ขับรถไปตั้งแคมป์ ปีนเขา หรือขึ้นดอย วันนี้ Nexen Thailand พาคุณมาเช็กความพร้อมก่อนออกเริ่มทริปเที่ยว หากยางรถยนต์เสื่อมสภาพ หรือไม่เหมาะกับการใช้ขับขี่บนทางลาดชัน บนเส้นทางขึ้นเขาและขึ้นดอย ควรเลือกเปลี่ยนยางใหม่ เพื่อให้ได้ยางรถยนต์ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ และเหมาะสมการใช้งานเป็นประจำอย่างปลอดภัย

แนะนำ 3 ประเภทยางรถยนต์ เลือกยางที่ใช่ ขับขี่ปลอดภัยชัวร์

เช็กยางรถยนต์
ทำความรู้จักกับประเภทยางรถยนต์ยอดนิยมในไทย

ก่อนเปลี่ยนยางเส้นใหม่ สิ่งที่คนรักรถต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ ประเภทของยางรถยนต์ ที่จะมีลักษณะดอกยางแตกต่างกัน ทำให้คุณสมบัติการยึดเกาะบนถนนในเส้นทางต่าง ๆ มีความต่างกันออกไปแต่ละประเภท สำหรับประเภทยางรถยนต์ที่นิยมใช้ในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. ประเภทยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ทั่วไป

ยางรถยนต์ประเภท HT – Highway Terrain เหมาะสำหรับใช้ขับขี่บนเส้นทางเรียบ หรือบนถนนทั่วไปในเมืองและต่างจังหวัด นิยมนำมาใช้กับรถยนต์ทั่วไป หรือรถครอบครัว ด้วยลักษณะดอกยางขนาดเล็ก เรียบ และละเอียด เพื่อให้ตัวดอกยางสัมผัสกับพื้นผิวถนนมากที่สุด ขับขี่นุ่มเงียบ ใช้ความเร็วสูงได้ แต่ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง สามารถขับขี่ขึ้นเขาบนทางลาดชันที่มีความขรุขระบนผิวถนน และลุยน้ำได้ระดับหนึ่ง เพราะมีคุณสมบัติการรีดน้ำเร็ว ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกขนาดยางรถยนต์ควบคู่กันด้วย

2. ประเภทยางรถยนต์สำหรับรถกระบะ

ยางรถยนต์ประเภท AT – All Terrain เหมาะสำหรับรถกระบะ หรือรถกระบะ 4×4 เป็นหนึ่งในประเภทยางรถยนต์ขึ้นเขายอดนิยม ด้วยโครงสร้างยางที่แข็งแกร่งมากขึ้น ดอกยางใหญ่และหนาขึ้น สามารถตะกุยดินได้ อีกทั้งยังยึดเกาะถนนได้เต็มประสิทธิภาพ ขับขี่ได้ทั้งเส้นทางเรียบ และเส้นทางขรุขระของพื้นผิวถนน ลุยได้ทุกเส้นทางทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรัง ถนนดินแดง ถนนหลุมบ่อ บ่อเลน หรือทางดินธรรมชาติ ขับขึ้นเขาลงเขาได้สบาย ๆ ทั่วไทย

3. ประเภทยางรถยนต์สำหรับรถออฟโรด (Off-Road)

ยางรถยนต์ประเภท MT – Mud Terrain เหมาะสำหรับรถออฟโรด รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือรถกระบะสายลุยเท่านั้น รองรับทุกเส้นทางขับขี่ เพื่อให้ทริปแอดเวนเจอร์สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบนเส้นทางพิเศษ ทั้งถนนดินแดง ถนนขรุขระ ลุยทุกสภาพถนน ไปทุกถิ่นทุรกันดาร ไม่ว่าจะเจอหิน ดิน โคลน หรือปีนป่ายบนเส้นทางสูงชัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ยางประเภทนี้สามารถใช้ขับขี่บนทางเรียบได้ แต่ไม่แนะนำให้ขับขี่ด้วยความเร็ว เนื่องด้วยลักษณะของดอกยาง ที่มีลักษณะร่องยางลึกและห่างกันมาก มีความหนาใหญ่กว่ายางประเภทอื่น ๆ ทำให้ยางตะกุยดิน หรือสลัดดินโคลนออกได้ดีเยี่ยม แต่ไม่สามารถเกาะบนพื้นผิวถนนเรียบได้ดีนัก จึงเหมาะกับเป็นยางรถยนต์ขึ้นเขา และยางรถยนต์ลงเขาโดยเฉพาะ

ขึ้นเขาใช้เกียร์อะไร? แชร์ทริกขับรถขึ้น-ลงเขา เกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา

นักท่องเที่ยวขับรถขึ้นเขา
ขับขี่ขึ้น-ลงเขาปลอดภัยด้วยเทคนิคขับรถง่าย ๆ

ขับรถขึ้น-ลงเขา สำหรับเกียร์ออโต้

กรณีที่เป็นรถเกียร์ออโต้สามารถใช้เกียร์ D เป็นหลักในการขึ้นและลงเขาบนทางลาดชัน การปรับตำแหน่งเกียร์นั้นขึ้นอยู่กับความลาดชันของถนน หากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีเครื่องยนต์ ตั้งแต่ 1,600 ซี.ซี. ขึ้นไป สามารถใช้เกียร์ D ควบคู่กับการควบคุมความเร็ว จะสามารถขับขึ้นเขาได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก เมื่อเจอทางลาดชันมาก ควรปรับตำแหน่งเกียร์ มาที่เกียร์ D2, D1 และ 2 หรือ L (เกียร์ต่ำ) เพื่อเพิ่มแรงในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ และไม่ควรใช้เกียร์ N ขณะขับขึ้นลงเขา อาจทำให้รถเสียการทรงตัวได้

ขับรถขึ้น-ลงเขา สำหรับเกียร์ธรรมดา

ผู้ขับรถเกียร์ธรรมดาต้องควบคุมความเร็ว รวมถึงปรับตำแหน่งเกียร์ให้ดี ควรใช้เกียร์ 3 สำหรับการขึ้นและลงเขาที่เป็นเนินไม่สูงชันมาก แต่หากขับขี่บนทางลาดชันมาก ๆ ควรใช้เป็นเกียร์ต่ำ คือ 1 และ 2 เพราะสามารถเร่งความเร็วของรถได้ดี ที่สำคัญไม่ควรเหยียบคลัตช์ค้างไว้ รวมถึงใช้เกียร์ว่าง เพราะจะทำให้แรงฉุดของเครื่องยนต์หายไปเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ดับ และเกิดเหตุรถไหลจนกลายเป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง

เปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่เพื่อความมั่นใจ ต้องชัวร์กับไลฟ์สไตล์ก่อนว่า คุณเป็นคนชอบขับรถและใช้งานเต็มที่กับสไตล์แบบไหน ไม่ว่าจะชอบขับรถในเมือง ขับรถออกต่างจังหวัด หรือขับรถลุยไปทุกที่ทุกเส้นทาง ขึ้นเขา ปีนเขา ลงห้วยได้ไม่หวั่นกับรถคู่ใจ สามารถค้นหายางรถยนต์คุณภาพ ตอบโจทย์สายลุยได้ที่ Nexen Thailand พร้อมปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nexen Tire Thailand Facebook Inbox : m.me/NEXENTH